Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา ความรู้ในวิบากของธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อรรถ
ปฏิสัมภิทา”

             ด้วยเหตุนี้ พระอนุรุทธอาจารย์จึงกล่าวว่า ปวุตฺตยํ ปน สพฺพปิ ทฺวาทสวิธ์ (ส่วน
ในปวัตติกาล อกุศลกรรม ๑๒ อย่างทั้งหมดย่อมส่งผลให้อกุศลวิบากทั้ง ๗ ดวงไปปรากฏ
ในกามภูมิและรูปภูมิทั้งปวงตามสมควร) เป็นต้น

             (๑๖๕) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “จิตที่เกิดร่วมกับวิจิกิจฉา แม้มีกำลังน้อยกว่า
จิตทั้งหมดเพราะปราศจากอธิโมกข์ ก็ให้ผลปฏิสนธิได้ ส่วนจิตที่เกิดร่วมกับอุทธัจจะ แม้
มีกำลังมากกว่าจิตดังกล่าวเพราะเกิดประกอบด้วยอธิโมกข์ ก็ไม่ได้ส่งผลปฏิสนธิ” ข้อความ
นั้นไม่งาม เพราะไม่ออาจกล่าวว่าจิตที่เกิดร่วมกับวิจิกิจฉากมีกำลังน้อยกว่าจิตทั้งหมดเพราะ
ปราศจากอธิโมกข์ และจิตที่เกิดร่วมกับอุทธัจจะจะมีกำลังมากกว่าจิตดังกล่าว เพราะประกอบ
ด้วยอธิโมกข์ เนื่องจากวิจิกิจฉาที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยนัยว่า สตฺถริ กงฺขติ ธมฺเม
กงฺขติ๗ (สงสัยในพระศาสดา สงสัยในพระธรรม) เป็นต้นมีกำลังมากและเป็นธรรมที่มีดมุน
ยิ่งนักในวิสัยของตนเหมือนช้างใหญ่ โดยความจริงแล้ว พระพุทธองค์ตรัสวิจิกิจฉาไว้ในธรรม
ที่ควรกำจัดด้วยโสดาปัตติมรรคเพราะเป็นอกุศลที่สำคัญ การที่วิจิกิจฉาให้ผลปฏิสนธิก็เป็น
อันรู้ได้ แต่จิตที่เกิดร่วมกับวิจิกิจฉาปราศจากอธิโมกข์เพราะเป็นธรรมตรงข้ามกันโดยสภาพ
ล้วนๆ ดังนั้น จิตที่เกิดร่วมกับวิจิกิจฉาจึงมีกำลังน้อยกว่าจิตทั้งหมด

             คำว่า สพฺพตฺถปิ (ในกามภูมิและรูปภูมิทั้งปวง) คือ กามภูมิและรูปภูมิทั้งปวง
โดยประเภทแห่งสุคติภูมิและทุคติภูมิ

             คำว่า ยถารหํ (ตามสมควร) คือ ตามสมควรแก่วัตถุและทวารที่ได้รับในภูมิ
เหล่านั้น

             คำว่า วิปจุตฺติ แปลว่า ย่อมให้สุกงอม คือให้ถึงความเป็นสภาพสุกงอม อีกนัย
หนึ่ง มีความหมายว่า อกุศลกรรม ๑๒ อย่างทั้งหมดย่อมส่งผล คือถึงสภาพสุกงอมเป็น
อกุศลวิปากจิตทั้ง ๗ ดวง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka