Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

๗๐. กุศลกรรมย่อมก่อให้เกิดสมบัติอันยิ่งใหญ่ในปวัตติกาลได้ในอบายภูมิ และ
ให้โอกาสแก่วิบากของตนในเหล่านาคและครุฑเป็นต้นผู้มีฤทธิ์มากแล้วให้ผลที่เป็นสุข และ
เมื่อการประจวบกับอิฏฐารมณ์ด้วยเหตุนั้นๆ มีอยู่แก่ผู้เกิดในอบายภูมิเหล่าอื่น ย่อมให้
โอกาสแก่ผลของตนแล้วให้ผลที่เป็นสุข ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตตา ปวัตติยญจ (เช่นเดียว
กันนี้ ย่อมก่อให้เกิดมหาวิปากจิตในปวัตติกาล และก่อให้เกิดเหตุกวิปากจิต ๘ ดวงใน
กามภูมิ และรูปภูมิทั้งปวงได้ตามสมควร) เป็นต้น ผลที่เป็นสุขนั้นไม่ควรเป็นผลของ
อกุศลกรรมโดยแท้ ดังพระพุทธวจนะในคัมภีร์วิภังค์ว่า

อฏฐานเมตํ อนวกาสํ, ยํ กายทุจริตสฺส อิฏฐโล กนฺโต มนาโป วิปาโก
นิพพตฺเตยฺย. ๗๙

“การที่กายทุจริตพึงมีผลดีงามน่าปรารถนา ข้อนั้นมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส”

กามาวจรกุศลย่อมก่อให้เกิดมหาวิปากจิตในกามสุคติภูมิ และก่อให้เกิดเหตุูก-
วิปากจิต ๘ ดวงในกามภูมิทั้งปวง ทั้งก่อให้เกิดเหตุทวิปากจิต ๕ ดวงในรูปภูมิ คือ
จักขุวิญญาณจิต โสตวิญญาณจิต สัมปฏิจฉนจิต และสันตีรณจิต ๒ ดวงในเหตุทวิปากจิต
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ยถารหํ วิปจฺจติ (ก่อให้เกิดผลตามสมควร)

รูปาวจรกุศลอันก่อให้เกิดรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ย่อมไม่ส่งผลโดยความเป็น
วิบากที่มีในภูมิอื่นหรืออารมณ์อื่น แต่ส่งผลโดยความเป็นรูปาวจรวิปากจิต ที่ถึงความเป็น
มหคตคะเหมือนกับตนโดยประการทั้งปวงในนิมิตอารมณ์[มีกสิณนิมิตเป็นต้น] ที่มิใช่วิสัย
ของกามตัณหา เพราะเป็นกรรมพิเศษที่บรรลุความเป็นอัปปนา เนื่องจากเป็นภาวนาอัน
คลายกำหนัดในกามคุณ ดังนั้น วิปากจิต ๕ ดวงในรูปภูมิจึงเป็นผลของกามาวจรกุศล

๗๑-๓. ในฐานะที่กรรมให้ผล ๒ อย่าง[ในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล] การให้ผล
ปฏิสนธิเป็นหลักสำคัญ กุศลกรรมที่ให้ผลในปฏิสนธิกาลจึงให้ผลขั้นสูง [คือมีเหตุ ๓] ตาม
สมควรแก่ความสามารถของตน ส่วนในปวัตติกาลย่อมส่งผลด้วยกิจต่างๆ [มีทัสสนกิจ
เป็นต้น]ในฐานะต่างๆ [มีปัญจวิญญาณฐานเป็นต้น] กุศลกรรมที่ให้ผลในปวัตติกาลจึงส่งผล
ตามสมควรแก่ความสามารถของตนไม่ได้ เมื่อจะส่งผลในปัญจวิญญาณฐานเป็นต้นที่เล็กน้อย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka