ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ก็ส่งผลให้ตามสมควรแก่ฐาน เมื่อจะส่งผลในตทารัมมณฐาน มักส่งผลตามสมควรแก่ชวนจิต
โดยมาก ดังนั้น ประเภทของผลกรรมหนึ่งๆ จึงมีเช่นนี้ว่า ลำดับวิปากจิต ๑๖ ดวง ลำดับ
วิปากจิต ๑๒ ดวง และกลุ่มอเหตุุกจิต ๘ ดวง ฉะนั้น เพื่อแสดงประเภทดังกล่าว ท่านจึง
กล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า ตตฺถาปิ (ในกามาวจรกุศลกรรมเหล่านั้น กุศลกรรมที่มีเหตุ ๓ อย่าง
ยิ่งยวด ย่อมให้ผลปฏิสนธิที่เป็นเหตุ ๓ แล้วก่อให้เกิดวิปากจิต ๑๖ ดวงในปวัตติกาล กุศล
กรรมที่มีเหตุ ๓ อย่างอ่อน และที่มีเหตุ ๒ อย่างยิ่งยวด ย่อมให้ผลปฏิสนธิที่มีเหตุ ๒ แล้ว
ก่อให้เกิดวิปากจิต ๑๒ ดวงยกเว้นที่มีเหตุ ๓ ในปวัตติกาล กุศลกรรมที่มีเหตุ ๒ อย่างอ่อน
ย่อมให้ผลปฏิสนธิเป็นอเหตุกจิต และก่อให้เกิดอเหตุกวิปากจิตในปวัตติกาลเท่านั้น)
กุศลกรรมมี ๒ ประเภท คือ กุศลที่กอปรด้วยปัญญา และกุศลที่ไม่กอปรด้วย
ปัญญา
กุศลที่กอปรด้วยปัญญา คือ กุศลที่ทำโดยกอปรด้วยปัญญาดีในทิฏฐชุกรรมเป็น
อย่างต่ำในขณะสั่งสมกรรมตามที่กล่าวมาแล้ว ดังสาธุก[ในคัมภีร์อรรถกถา]ว่า
กมฺมญฺจ กมฺมผลญฺจ สทฺทหิตฺวา กตํ สมปชานนต์ นาม.๘๗
“กุศลที่ทำโดยเชื่อกรรมและผลของกรรม ชื่อว่า กุศลที่กอปรด้วยปัญญา”
กุศลที่ไม่กอปรด้วยปัญญา คือ กุศลที่ทำโดยไม่กอปรด้วยปัญญาในทิฏฐชุกรรม
ดังสาธุก[ในคัมภีร์อรรถกถา]ว่า
กมฺมมปิ กมฺมผลมปิ อชานิตฺวา กตํ อสมปชานนต์ นาม.๘๘
“กุศลที่ทำโดยไม่รู้กรรมและผลของกรรม ชื่อว่า กุศลที่ไม่กอปรด้วยปัญญา”
กุศลที่กอปรด้วยปัญญามีเหตุ ๓ กุศลที่ไม่กอปรด้วยปัญญามีเหตุ ๒ ดังสาธุก
[ในคัมภีร์อรรถกถา]ว่า
สมปชานนกฺกรณ์ ปน จตุญาณสมปยุตฺเตหิ โหติ. อสมปชานนกฺกรณ์ จตูหิ ญาณ-
วิปปยุตฺเตหิ.๘๙