ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“กุศลที่กอปรด้วยปัญญาย่อมเกิดด้วยจิตที่เกิดร่วมกับปัญญา ๔ ดวง ส่วนกุศล
ที่ไม่กอปรด้วยปัญญา เกิดด้วยจิตที่ไม่เกิดร่วมกับปัญญา ๔ ดวง”
กุศลอย่างยิ่งยวด คือ กุศลที่ทำโดยชำระนิวรณ์ธรรมที่เกิดขึ้นหรือบาปธรรมอัน
มีการยกตนข่มท่านเป็นต้นในขณะทำกุศล
กุศลอย่างอ่อน คือ กุศลที่ทำโดยไม่ชำระให้หมดจด เกลื่อนกล่นไปด้วยนิวรณ์
ธรรมหรือบาปธรรมเหล่านั้น
อีกนัยหนึ่ง กุศลอย่างยิ่งยวด คือ กุศลที่บุคคลทำแล้วได้ชื่นชมอนุโมทนาเสมอใน
ภายหลังว่าเราได้สั่งสมบุญเช่นนี้ เป็นลาภของเราหนอ เป็นกุศลของเรา เราได้รับบุญดีแล้ว
ได้รับกุศลดีแล้ว
กุศลอย่างอ่อน คือ กุศลที่บุคคลทำแล้วเกิดความเดือดร้อนใจในภายหลังด้วยเหตุ
อย่างใดอย่างหนึ่งว่า เราทำไม่ดีแล้ว
พระอนุรุทธาจารย์กล่าวว่า ตตฺถาปิ เป็นต้น เพื่อจำแนกผลบุญ ๔ ส่วนโดย
ประเภทแห่งกุศลกรรม ๔ อย่างเช่นนี้
[ผลบุญ ๔ ส่วนเกิดขึ้นจากกุศลกรรม ๔ อย่าง คือ กุศลที่มีเหตุ ๓ อย่างยิ่งยวด กุศลที่
มีเหตุ ๓ อย่างอ่อน กุศลที่มีเหตุ ๒ อย่างยิ่งยวด และกุศลที่มีเหตุ ๒ อย่างอ่อน]
คำว่า ตตฺถาปิ คือ ในกามาวจรกุศลกรรมเหล่านั้น
คำว่า ติเหตุกมุกกฏฐ์ (กุศลกรรมที่มีเหตุ ๓ อย่างยิ่งยวด) คือ กุศลกรรมที่มี
เหตุ ๓ อย่างยิ่งยวดรวม ๔ ประเภท [คือกามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล และ
โลกุตตรกุศล]
คำว่า ติเหตุกปฏิสนฺธิ (ผลปฏิสนธิที่มีเหตุ ๓) คือ ผลปฏิสนธิที่มีเหตุ ๓ รวม ๔
ประเภท
ในเรื่องนี้ เจตนาดวงหนึ่งให้ผลปฏิสนธิคราวเดียว แต่ให้ผลในปวัตติกาลได้ใน
ภพชาตินับไม่ถ้วน