Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

เรียกว่า ความฉลาด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ติเหตุกโมมก์ (กุศลกรรมที่มีเหตุ ๓ อย่างอ่อน
และที่มีเหตุ ๒ อย่างยิ่งยวด ย่อมให้ผลปฏิสนธิที่มีเหตุ ๒ แล้วก่อให้เกิดวิปากจิต ๑๒ ดวง
ยกเว้นที่มีเหตุ ๓ ในปวัตติกาล) เป็นต้น

คำว่า ทวาทส วิปากานิ วิปจุจติ (ก่อให้เกิดวิปากจิต ๑๒ ดวง) นี้ ชื่อว่า ลำดับ
วิปากจิต ๑๒ ดวง

คำว่า อเหตุุกวิปากานิ วิปจุจติ (ก่อให้เกิดอเหตุกวิปากจิต) นี้ ชื่อว่า กลุ่มอเหตุก-
วิปากจิต ๘ ดวง

๗๔. เมื่อพระอนุรุทรอาจารย์แสดงความเป็นไปแห่งผลกรรม ตามมติของพระจุฬ-
นาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกดังนี้แล้ว บัดนี้ กล่าวคาถานี้เพื่อแสดงมติของพระมหาทัตตเถระ
ผู้พำนักอยู่ที่โมรวาปี

พระเถระรูปนั้นกล่าวว่ากุศลกรรมที่เป็นอสังขาริก ย่อมไม่ก่อให้เกิดวิปากจิตที่
เป็นสสังขาริก ส่วนกุศลกรรมที่เป็นสสังขาริก ย่อมไม่ก่อให้เกิดวิปากจิตที่เป็นอสังขาริก โดย
ดำริว่า การที่วิปากจิตเป็นอสังขาริกหรือสสังขาริก ย่อมสำเร็จโดยเนื่องด้วยกรรมอย่างเดียว

เมื่อใบหน้านิ่งอยู่ เงาหน้า[ในกระจก]ก็ทิ่ง แต่เมื่อใบหน้าไหว เงาหน้าก็ไหว ฉันใด
ประเภทของสังขารที่เป็นอาการพิเศษโดยสภาพที่วิบากแก่กล้าหรืออ่อนกำลังอันมิได้เกิดจาก
ความเพียร ก็พึงกล่าวโดยเนื่องด้วยกรรม ไม่พึงกล่าวโดยเนื่องด้วยความเพียร มิฉะนั้น
แล้ววิปากจิตที่แก่กล้าหรืออ่อนกำลังด้วยกรรมพิเศษ [กรรมไม่มีสังขารหรือมีสังขาร] ก็
ควรจะแก่กล้าหรืออ่อนกำลังด้วยเหตุใกล้ ส่วนอาการพิเศษคือความแก่กล้าหรืออ่อนกำลัง
ของอเหตุกวิปากจิตย่อมไม่ปรากฏชัดเพราะมีกำลังน้อย ดังนั้น อเหตุกวิปากจิตจึงควรเกิด
ขึ้นด้วยกรรมทั้งสอง [กรรมไม่มีสังขารหรือมีสังขาร] ทั้งหมดนี้เป็นมติของพระมหาทัตตเถระ

แต่การที่วิปากจิตมีสังขารไม่มีสังขาร พึงกล่าวโดยความมีหรือไม่มีปัจจัยพิเศษ
คือความเพียรก่อนที่จะเกิดเป็นปฏิสนธิจิตหรือทารัมมณจิต ไม่ควรกล่าวโดยความมีไม่มี
กรรมเป็นเหตุ เพราะสังขาร[หมู่ปัจจัยที่กระตุ้นเตือน]ในภพที่ทำกรรมไม่ควรจะทำให้วิปากจิต
ต่างกันในภพอื่น ฉะนั้น ท่านจึงแสดงว่าเป็นมติของบางคนโดยกล่าวว่า เกจิ (บางคน)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka