ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[กิจเหล่านี้คือปฏิสนธิกิจ ภวังคกิจ จุติกิจ และตทารัมมณกิจ เป็นกิจของวิปากจิต เมื่อกรรม กรรมนิมิตหรือคตินิมิตปรากฏเองโดยไม่มีญาติมิตรกระตุ้นเตือน ปฏิสนธิจิตจะเป็นอสังขาริกจิต ถ้ารับอารมณ์ดังกล่าวโดยมีการกระตุ้นเตือนของญาติมิตร ปฏิสนธิจิตก็เป็นสสังขาริกจิต ส่วนภวังคจิตและจุติจิตเหมือนปฏิสนธิจิต ส่วนตทารัมมณจิตเกี่ยวข้องกับชวนจิตที่เกิดก่อน ถ้าชวนจิตเป็นอสังขาริก ตทารัมมณจิตเป็นอสังขาริก หรือถ้าชวนจิตเป็นสสังขาริก ตทารัมมณจิตก็เป็นสสังขาริก ดังนั้น ความเป็นอสังขาริกหรือสสังขาริกของวิปากจิตไม่เกี่ยวกับกรรมแต่อย่างใด ดังนั้น พระอนุรุทธาจารย์จึงคัดค้านมตินี้โดยเรียกว่าเป็นมติของบางคน]
ตามมติดังกล่าว ในบรรดากุศลกรรม ๔ อย่างที่มีเหตุ ๓ อย่างยิ่งยวด เมื่อยกเว้นวิปากจิตที่เป็นสสังขาริกในกุศลกรรมที่เป็นอสังขาริก และยกเว้นวิปากจิตที่เป็นอสังขาริกในกุศลกรรมที่เป็นสสังขาริก วิปากจิตในอสังขาริกกรรมทั้งคู่ มี ๒ ดวงในปฏิสนธิกาล ส่วนในปวัตติกาลมี ๑๒ ดวง แม้วิปากจิตในสสังขาริกกรรมทั้งคู่ ก็มี ๒ ดวงในปฏิสนธิกาล ส่วนในปวัตติกาลมี ๑๒ ดวง
ในบรรดากรรมที่มีเหตุ ๒ อย่างอ่อน วิปากจิตในอสังขาริกกรรม มี ๒ ดวงในปฏิสนธิกาล ส่วนในปวัตติกาลมี ๑๐ ดวง แม้วิปากจิตในสสังขาริกกรรม ก็มี ๒ ดวงในปฏิสนธิกาล ส่วนในปวัตติกาลมี ๑๐ ดวง วิปากจิตในกุศลกรรม ๔ อย่างที่มีเหตุ ๒ อย่างยิ่งยวด ก็เช่นเดียวกัน
ส่วนบรรดากุศลกรรม ๔ อย่างที่มีเหตุ ๒ อย่างอ่อน วิปากจิตในปฏิสนธิกาล คืออเหตุจิต ๑ ดวง ส่วนวิปากจิตในปวัตติกาล คืออเหตุจิต ๘ ดวง
วิปากจิตมีลำดับจิต ๑๒ ดวง ๒ ลำดับ มีลำดับวิปากจิต ๑๐ ดวง ๔ ลำดับ และมีกลุ่มอเหตุจิต ๘ ดวง ๑ หมวดอย่างนี้ ท่านจึงกล่าวคาถาที่ขึ้นต้นว่า เตสํ (บุคคลพึงแสดงวิปากจิต ๑๒ ดวง ๑๐ ดวง และ ๘ ดวงตามมติของอาจารย์เหล่านั้น ตามลำดับ โดยคล้อยตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ตามสมควร) เพื่อกล่าวสรุปข้อความทั้งหมดนั้น
คำว่า เตสํ (ตามมติของท่าน) คือ ตามมติของพระเถระบางรูปเหล่านั้น