Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ในคัมภีร์อัฏฐสาลินีพบมติของพระมหาธัมมรักขิตเถระอีกนัยหนึ่งว่า

ติติเหตุกเน กมเมน ปฏิสนฺธิ ติเหตุกาว โหติ. น ทุเหตุกา น จ อเหตุกา. ทุเหตุกเน
กมเมน ปฏิสนฺธิ ทุเหตุกาปิ โหติ อเหตุกาปิ. ติเหตุกา ปน น โหติ.๑๐๔

“การปฏิสนธิด้วยกุศลกรรมที่มีเหตุ ๓ ต้องมีเหตุ ๓ อย่างเดียว ไม่มีเหตุ ๒ หรือ
ปราศจากเหตุ ส่วนการปฏิสนธิด้วยกุศลกรรมที่มีเหตุ ๒ ก็มีเหตุ ๒ หรือปราศจากเหตุ แต่
ไม่มีเหตุ ๓”

ตามมตินั้น ปฏิสนธิที่ปราศจากเหตุด้วยกรรมทรามอันมีเหตุ ๒ ย่อมมีได้ ฉันใด
ปฏิสนธิที่มีเหตุ ๒ ด้วยกรรมทรามที่มีเหตุ ๓ ย่อมมีได้ ฉันนั้น พระอนุรุทธเถระจึงมิได้
กล่าวถึงมติดังกล่าวในคัมภีร์นี้

[คัมภีร์ปรมัตถทีปนีกล่าวมติของพระธัมมรักขิตเถระตามฉบับใบลานที่พบในสมัยนั้น แต่
ในคัมภีร์อัฏฐสาลินี ฉบับฉัฏฐสังคายนาและฉบับมหาจุฬาฯ มีข้อความว่า

ติเหตุกกมเมน ปฏิสนฺธิ ติเหตุกาปิ โหติ ทุเหตุกาปิ. อเหตุกา น โหติ. ทุเหตุกเน ทุเหตุกา-
ปิ โหติ อเหตุกาปิ. ติเหตุกา น โหติ.

“การปฏิสนธิด้วยกุศลกรรมที่มีเหตุ ๓ ย่อมมีเหตุ ๓ หรือมีเหตุ ๒ แต่ไม่เป็นการปฏิสนธิ
ที่ปราศจากเหตุ การปฏิสนธิด้วยกุศลกรรมที่มีเหตุ ๒ ก็มีเหตุ ๒ หรือปราศจากเหตุ แต่ไม่มีเหตุ ๓”]

ส่วนในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคกล่าวถึงปฏิสนธิที่มีเหตุ ๓ ด้วยกรรมที่มีเหตุ ๓
และกล่าวถึงปฏิสนธิที่มีเหตุ ๒ ด้วยกรรมที่มีเหตุ ๒ ว่า

คติสมปตฺติยา ญาณสมปยุตฺเต อฏฺฐนฺน์ เหตูน ปจุจยา อุปปตฺติ โหติ. กุสลสฺส
กมุมสฺส ชวนกขเณ ตโย เหตู กุสลา. นิกนฺติกขเณ เทว เหตู กุสลา. ปฏิสนฺธิกขเณ ตโย
เหตู อผฺพยากตา.๑๐๕

“ในขณะปฏิสนธิที่กอปรด้วยปัญญาในคติสมบัติ (ความถึงพร้อมแห่งภูมิคือ
มนุษย์ภูมิและเทวภูมิ) การอุบัติเกิดมีอยู่ด้วยเหตุ ๘ อย่างคือ เหตุ ๓ ที่เป็นกุศลย่อม
ปรากฏในขณะเกิดชวนจิตแห่งกุศลกรรม เหตุ ๒ ที่เป็นอกุศลย่อมปรากฏในขณะยินดี[กรรม
กรรมนิมิต หรือคตินิมิต] เหตุ ๓ ที่เป็นอัพยากตย่อมปรากฏในขณะถือปฏิสนธิ”

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka