ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
และกล่าวว่า
คติสมุปตฺติยา ญาณวิปปยุตฺเต ฉนฺด์ เหตุบํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ. กุสลสฺส กมฺมสฺส
ชวนกุขเณ เทว เหตุ กุสลา. นินตุกิกุขเณ เทว เหตุ อกุสลา. ปฏิสนธิกุขเณ เทว เหตุ
อพฺยากตา.๑๑๖
“ในขณะปฏิสนธิที่ไม่กอปรด้วยปัญญาในคติสมบัติ การอุบัติเกิด มีอยู่ด้วยเหตุ ๖
อย่างคือ เหตุ ๒ ที่เป็นกุศลย่อมปรากฏในขณะเกิดชวนจิตแห่งกุศลกรรม เหตุ ๒ ที่เป็น
อกุศลย่อมปรากฏในขณะยินดี [กรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิต] เหตุ ๒ ที่เป็นอพยากฤต
ย่อมปรากฏในขณะปฏิสนธิ ”
[ในคัมภีร์นั้น]ไม่กล่าวถึงปฏิสนธิที่มีเหตุ ๒ ด้วยกรรมที่มีเหตุ ๓ ว่า “ในขณะ
ปฏิสนธิที่ไม่กอปรด้วยปัญญาในคติสมบัติ การอุบัติเกิดมีอยู่ด้วยเหตุ ๗ อย่าง” เป็นต้น
และไม่กล่าวถึงปฏิสนธิที่ปราศจากเหตุด้วยกรรมที่มีเหตุ ๒ ว่า “ในขณะปฏิสนธิที่ไม่กอปร
ด้วยปัญญาในคติสมบัติ การอุบัติเกิดมีอยู่ด้วยเหตุ ๔ อย่าง” เป็นต้น
ในพระบาลีนั้น ลำดับพระเทศนานี้มีเหตุเป็นมูลโดยเนื้องกับเหตุที่เกิดร่วมกัน
ในขณะสาม [ขณะทำกรรม ขณะยินดีกรรมเป็นต้น และขณะปฏิสนธิ] ดังนั้นจึงไม่กล่าวถึง
ปฏิสนธิที่ปราศจากเหตุ เพราะมิใช่ฐานะอันสมควร ส่วนปฏิสนธิที่มีเหตุ ๒ เป็นฐานะ
อันสมควร แต่ไม่กล่าวไว้เพราะไม่มีการเกิดขึ้น ดังนั้น ในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคจึง
กล่าวว่า มติของพระมหาธัมมรักขิตเถระสอดคล้องกับพระบาลี โดยดำริว่าพระบาลีมีความ
สำคัญกว่าความชอบด้วยเหตุผล แต่ท่านผู้รจนาคัมภีร์ฎีกา[ของพระอภิธรรม]ประสงค์ว่า
พระสารีบุตรเถระกล่าวคำที่มีข้อความเหลืออยู่ไว้ [คือการถือปฏิสนธิที่มีเหตุ ๒ ย่อมมีได้
ด้วยกุศลกรรมที่มีเหตุ ๓ อย่างอ่อนและการถือปฏิสนธิที่ปราศจากเหตุ ย่อมมีได้ด้วย
กุศลกรรมที่มีเหตุ ๒ อย่างยิ่งยวด] เพื่อแสดงผลที่เหมือนกับกรรม ด้วยเหตุนั้น ในคัมภีร์
อัฏฐสาลินีจึงยึดถือมติของพระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกเป็นหลัก
(๑๖๖) ในคัมภีร์วิภาวนี มีข้อความว่า “[บัดนี้ เพื่อจะแสดงความเป็นไปของ
วิปากจิตเหล่านั้นโดยเนื้องกับมติ]ของพระมหาธรรมรักขิตเถระผู้พำนักอยู่ที่โมรวาปีว่า