ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[ความอ่อน ปานกลาง และประณีตที่สำเร็จด้วยฉันทะเป็นต้น ๑๘ อย่าง คือ ในลักษณะ ๓ อย่าง อย่างหนึ่งๆ มี ๙ ชนิดคือ หีนหีนะ (กุศลอย่างอ่อนที่ไม่ประณีต) หีนมัชฌิมะ (กุศลอย่างปานกลางที่ไม่ประณีต) และ หีนปณีตะ (กุศลอย่างประณีตที่อ่อน) เป็นต้น ทั้งเพิ่มกุศลอย่างปานกลางอีก ๓ อย่าง อย่างหนึ่งๆ จึงมีอีก ๙ ชนิดคือ มัชฌิมหีนะ (กุศลอย่างอ่อนที่ปานกลาง) และ มัชฌิมมัชฌิมะ (กุศลอย่างปานกลางที่ปานกลาง) เป็นต้น ดังนั้น จึงมีความอ่อน ปานกลาง และประณีตที่สำเร็จด้วยฉันทะเป็นต้น ๑๘ อย่าง]
(๑๖๗) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวโดยไม่เจาะจงว่า ‘กุศลที่เพียงแต่บรรลุแล้ว มิได้เสพคุ้น ชื่อว่า กุศลอย่างอ่อน’ เช่นเดียวกันนี้ กุศลที่ไม่ชำซอง มิได้เจริญให้มาก ชื่อว่า กุศลอย่างปานกลาง ส่วนกุศลที่เจริญดียิ่งนักมีความชำซองบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ชื่อว่า กุศลอย่างประณีต” ข้อความทั้งหมดนั้นไม่สมควรในที่นี้ เพราะควรกล่าวไว้โดยหมายเอาความเป็นเหตุปัจจัยแก่ฌานขั้นสูงได้หรือเป็นเหตุปัจจัยไม่ได้ หรือหมายเอาลักษณะพิเศษมีความอ่อนกำลังเป็นต้น มิได้หมายถึงผลที่ก่อให้เกิดการปฏิสนธิ
(๑๖๘) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “ในที่นี้พบว่าพระอนุรุทธอาจารย์ประสงค์รูปาวจรกุศลอย่างอ่อนที่ได้รับการเสพคุ้นไม่มากนัก เพราะท่านกล่าวการให้ผลของมหัคคตธรรมด้วยความมีกำลังมาก เนื่องจากได้รับอาเสวนปัจจัยจากธรรม[มหัคคตชวนจิตดวงก่อนๆ ]ที่มีสภาพเหมือนกับตน[รูปาวจรชวนจิตและอรูปาวจรชวนจิต] แล้วกล่าวถึงการไม่ให้ผลของอภิญญากุศลชวนจิตเพราะไม่มีอาเสวนปัจจัยด้วยคาถานี้ในคัมภีร์นามรูปपरिจเฉทว่า
สมานาเสวน ลทฺเถ วิชชมาเน มหพฺพเล
อลทฺธา ตาทิสํ เหตุ- มภิญฺญา น วิปจฺจติ.”๑๑๔
“เมื่อมีความกำลังมากปรากฏชัดเพราะได้รับอาเสวนปัจจัยจากชวนจิตที่เหมือนกับตน มหัคคตกรรมย่อมให้ผล ส่วนอภิญญาจิตไม่ให้ผลเพราะไม่ได้รับอาเสวนปัจจัยเช่นนั้น”
คำนั้นพึงใคร่ครวญ อุปมาว่าเจตนาที่ประกอบด้วยอริยมรรค แม้จะไม่ได้รับอาเสวนปัจจัยจากชวนจิตที่มีสภาพเหมือนกับตน ก็ย่อมให้ผลได้โดยแท้ ฉันใด มหัคคตเจตนาที่