Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

เกิดครั้งเดียวในวิถีจิตที่เริ่มบรรลุฌานและมหัคคตเจตนา[ดวงแรก]ที่เกิดก่อนชวนจิตทุก
ดวงในวิถีจิตที่เข้าฌานสมาบัติทั้งหมด ย่อมไม่มีที่จะให้ผลเพราะมีกำลังน้อย เนื่องจาก
ไม่ได้รับอาเสวนปัจจัยจากธรรม[ชวนจิต]ที่มีสภาพเหมือนกับตน ฉะนั้น

ถามว่า : พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตสุเสว รูปาวจรัสส กุสลสส กมมสส กตตฺตา
อุปจิตตตา วิปากํ ฯเปฯ ปชมํ ฌานํ อุปสมปชช วิหรติ๑๑๔ (ย่อมบรรลุปฐมฌานที่เป็นวิบาก
อยู่ เพราะได้กระทำสั่งสมรูปาวจรกุศลนั้น) แต่เจตนานั้น[มหัคคตเจตนาที่เกิดครั้งเดียวใน
วิถีจิตที่เริ่มบรรลุฌาน]ไม่ชื่อว่าสั่งสม เพราะไม่ได้รับอาเสวนปัจจัยจากธรรม[รูปาวจรกุศล]
ที่มีสภาพเหมือนกับตนมิใช่หรือ

ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะหากเป็นตามนี้มรรคเจตนาก็ควรจะไม่ให้ผล
ดังมรรคเจตนานั้นตรัสไว้ว่า

ตสุเสว โลกุตตรสส กุสลสส ฌานสส กตตฺตา ภาวิตตตา วิปากํ ฯเปฯ ปชมํ ฌานํ
อุปสมปชช วิหรติ.๑๑๕

“ย่อมบรรลุปฐมฌานที่เป็นวิบากอยู่ เพราะได้กระทำให้เกิดโลกุตตรกุศลฌานนั้น”

แม้บรรคเจตนาย่อมมิได้รับอาเสวนปัจจัยจากธรรม[มรรคที่เกิดก่อน]ที่มีสภาพ
เหมือนกับตน

[แม้รรรคเจตนาจะไม่ได้รับอาเสวนปัจจัยก็ทำให้เกิดอริยผลได้ทันทีต่อจากมรรค]

ในพระดำรัสทั้งสอง[ว่า “กระทำสั่งสม” ในหมวดรูปาวจรกุศล และ “กระทำ
ให้เกิด” ในหมวดโลกุตตรกุศล] อาจกล่าวได้ว่าพระผู้มีพระภาคตรัสความเป็นธรรมที่สั่งสม
และทำให้เกิดขึ้นโดยอาศัยการได้รับอาเสวนปัจจัยจากชวนจิตที่มีสภาพต่างกัน เพราะสั่งสม
ให้เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่การใส่ใจกำหนดเป็นเบื้องแรก

[การเจริญภาวนาในบริกรรมภาวนาและอุปจารภาวนาจัดเป็นอาเสวนปัจจัยแก่รูปาวจรกุศล
หรือการเจริญวิปัสสนามีสัมมสนญาณเป็นต้นในวิปัสสนาญาณ ๑๐ เป็นอาเสวนปัจจัยแก่โลกุตตรกุศล]

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka