ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ด้วยเหตุดังกล่าว มหัคคตเจตนาที่เป็นวิถีจิตในขณะเริ่มบรรลุฌาน เมื่อเป็นกรรม
ใหม่ที่บรรลุในเวลาใกล้เสียชีวิต ก็จัดเป็นอาสันนกรรมที่ให้ผลได้ ทั้งอภิญญาเจตนาก็มี
สภาพแก่กล้ายิ่งนัก เนื่องจากได้รับอาเสวนปัจจัยจากชวนจิตในวิถีจิตที่มีอาวัชชนจิตต่างกัน
และมีสภาพเหมือนกับตน จะได้ชื่อว่ามีกำลังน้อยได้อย่างไร ดังนั้น มตินี้จึงถูกคัดค้านไว้
ในคัมภีร์อนุฎีกา ดังสารกในคัมภีร์นั้นว่า
เกจิ ปน สมานภูมกโต อาเสวลาเภน พลวตานิ ฌานานีติ ตานิ วิปาก์ เทนุติ.
อภิญญา ปน สติปิ ฌานภาเวต ตทภาวโต ตสฺม็ ตสฺมี อารุมมเน อาคุนตุกตา วา ทพุพลา.
ตสฺมา วิปาก์ น เทนุตีติ วทนุติ. ต์ อการณ์. ปุนปปุนํ ปริกมฺมวเสน อภิญญายปิ วสี-
ภาวสมุภาวโต.๑๗
“บางคนอ้างว่าฌานมีกำลังมาก เพราะได้รับอาเสวนปัจจัยจากธรรมที่มีสภาพ
เหมือนกับตน จึงให้ผลได้ ส่วนอภิญญาแม้จะเป็นฌาน ก็มีกำลังน้อย เพราะไม่มีอาเสวน-
ปัจจัย หรือเพราะเป็นจิตที่มาใหม่ในอารมณ์นั้นๆ จึงให้ผลไม่ได้ ข้อความนั้นไม่สมควร
เพราะแม้อภิญญาก็มีความช่ำชองด้วยการบริกรรมอยู่เนืองนิตย์”
ท่านผู้ประพันธ์คัมภีร์ฎีกา[ของพระอภิธรรม]ทั้งหลายประสงค์ว่า “อภิญญาเจตนา
ที่เป็นอานิสงส์ของสมาธิในจตุกถฌาน เปรียบดั่งผลของสมาธินั้น ย่อมดำรงอยู่ในฐานะแห่งผล
ดังนั้น อภิญญาเจตนาจึงไม่ให้ผล”
อีกนัยหนึ่ง การแสดงฤทธิ์เป็นต้นของอภิญญายิ่งใหญ่กว่าการให้ผล[ในปฏิสนธิ-
กาลและปวัตติกาล] กำลังให้ผลของอภิญญาที่ให้สำเร็จการแสดงฤทธิ์เป็นต้นด้วยกำลัง
ทั้งหมด ได้หมดสิ้นไปแล้ว ดังนั้น จึงไม่ให้ผลอีก ข้อความนี้ย่อมสมควร
๔๔. คำว่า ปญฺจมชฌาน์ (ปัญจมฌาน) คือ ปัญจมฌาน ๓ ประเภทโดยจำแนก
เป็นฌานอย่างอ่อนเป็นต้น ซึ่งยังไม่ถึงความเป็นอภิญญา
๔๕. คำว่า ต์ เทว คือ ปัญจมฌานนั้นนั่นเอง
คำว่า สญฺญาวิราค์ ภาเวตุวา (เจริญปัญจมฌานนั้นนั่นเองที่คลายความยินดีใน
สัญญา) มีความหมายว่า เจริญปัญจมฌานนั้นที่คลายความยินดีในสัญญาเกี่ยวกับวาโยกสิณ