ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคกล่าวว่า
ฌานลาภินํ ปน อนาคามิสส จ พรหฺมโลเกเยว ปฏิสนฺธานโต ปจุจโย น โหติ.๑๒๐
“ความพอใจในวิปัสสนาของพระโสดาบันและพระสกทาคามีผู้บรรลุฌานและพระอนาคามี มิใช่เหตุ[ในการปฏิสนธิในกามสุคติภูมิ] เพราะพวกท่านจะไปปฏิสนธิในพรหมโลกโดยแท้”
ในพากย์นั้น คำว่า “ผู้บรรลุฌาน” คือ พระโสดาบันและพระสกทาคามีผู้บรรลุมหัคคตฌาน
คำว่า “มิใช่เหตุ” หมายความว่า ความพอใจในวิปัสสนาของพวกท่าน มิใช่เหตุในการปฏิสนธิในกามสุคติภูมิ
ดังนั้น พระเสกขะสองจำพวกที่เสื่อมจากฌานได้ย่อมจะปราศจากความยินดีในกามภูมิในเมื่อมีฌานอยู่ ส่วนพระอนาคามีแม้จะหลับสนิทอยู่ หากถูกอาวุธเชือดคอให้เสียชีวิต การจุติโดยยังไม่บรรลุฌานย่อมไม่มี เพราะพระอนาคามีได้รับการตรัสว่า โส หิ สมาธิสุมิ ปริปูการี๑๒๑ (เป็นผู้บำเพ็ญสมาธิบริบูรณ์)
ส่วนสตรีแม้จะบรรลุสมาบัติ ๘ ไปเกิดในอกนิฏฐพรหมในภพถัดไป ก็ไม่เกิดในพรหมชั้นมหาพรหมที่เป็นผู้นำ แต่จะเกิดในพรหมชั้นปุโรหิตหรือปาริสัชชาเท่านั้น เนื่องจากเป็นผู้มีอัธยาศัยไม่ประณีต ดังพระพุทธวจนะว่า
ยํ อิตฺถี พรหฺมตฺตํ กเรยฺย, เนต์ จาน์ วิชชติ.๑๒๒
“การที่สตรีพึงกระทำความเป็นพรหม ข้อนั้นมิใช่ฐานะ”
ในคัมภีร์อรรถกถาอธิบายว่า
พรหฺมตฺตนฺติ มหาพรหฺมตฺตํ อธิปเปต์. อิตฺถี จ อิธ ฌาน์ ภาเวตฺวา กาล์ กตฺวา พรหฺมปาริสชชานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชติ, น มหาพรหฺมานํ๑๒๓
“คำว่า ความเป็นพรหม หมายถึง ความเป็นพรหมชั้นมหาพรหม และสตรีเมื่อเจริญฌานแล้วเสียชีวิต ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของ พรหมชั้นปาริสัชชา ไม่เข้าถึงความ