ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า ยถารหํ (ตามสมควร) คือ ตามสมควรแก่ผู้ที่จะไปอุบัติในสุคติภูมิ หรือทุกติภูมิ
ในบรรดาพระขีณาสพผู้ไม่เกิดอีกในที่ใดๆ พระสุกขวิปัสสนะมีรูปนามตามที่ปรากฏอยู่เสมอเป็นอารมณ์ของชวนจิตดวงสุดท้าย ส่วนผู้บรรลุสมาบัติแล้วปรินิพพานในลำดับต่อจากฌาน มีกสิณนิมิตเป็นต้นเป็นอารมณ์ เมื่อปรินิพพานในลำดับต่อจากปัจเวกขณญาณ มีองค์ฌานเป็นอารมณ์ เมื่อปรินิพพานในลำดับต่อจากอภิญญา มีรูปือกายของตนเป็นอารมณ์ แต่เมื่อปรินิพพานในลำดับต่อจากปัจเวกขณวิถีของอรหัตตมรรคแห่งพระอรหันต์ชีวิตสมสีสี (พระอรหันต์ผู้บรรลุอรหัตตมรรคแล้วปรินิพพานโดยทำปัจเวกขณวิถีที่พิจารณามรรคเป็นมรณาสันนวิถี) องค์มรรคเป็นต้นเป็นอารมณ์ของชวนจิตดวงสุดท้าย กรรมอารมณ์เป็นต้นตามที่ปฏิสธจิตของตนๆ เคยรับเอาไว้ก่อน เป็นอารมณ์ของจุติจิตที่ปรินิพพานแห่งพระอรหันต์ทั้งหมด
ส่วนผู้พบพระพุทธดำรัสในพระสูตรว่า อเนโส สนติมารพุก ย์ กาลมกรี มุนิ๕๔ (พระมุนีผู้ปราศจากตัณหา ทรงปรารภพระนิพพานแล้วกระทำการดับขันธ์) แล้วกล่าวว่า พระนิพพานเป็นอารมณ์แห่งจุติจิตที่ดับลงของพระผู้มีพระภาค ท่านเหล่านั้นยังไม่เข้าใจอารมณ์ ๓ หมวดในพระอภิธรรม ดังพระพุทธวจนะว่า
กตเม ธมฺมา ปริตฺตารมฺมณา, สพฺโพ กามาวจรวิปาโก กิริยมโนธาตุตุกิจริยาเหตุก-มโนวิญญาณธาตุโสมนสฺสสหคตา. อิเม ธมฺมา ปริตฺตารมฺมณา.๕๕
“ธรรมที่มีกามธรรมเป็นอารมณ์คือธรรมเหล่านี้ คือ กามาวจรวิปากจิตทั้งหมด กิริยามโนธาตุ [ปัญจทวาราวัชชนะ] และกิริยาเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เกิดร่วมกับโสมนัส [หสิตุปปาทจิต] ธรรมเหล่านี้มีกามธรรมเป็นอารมณ์”
[จุติจิต ๑๐ ดวงยกเว้นมหัคคตวิปากจิต ๙ เป็นกามาวจรวิปากจิต จึงรับรู้กามาวจรธรรมเป็นอารมณ์ ไม่อาจรับรู้พระนิพพานเป็นอารมณ์ได้]
การดับขันธ์ย่อมมีเพื่อพระนิพพาน แม้อัธยาศัยของพระผู้มีพระภาคก็น้อมไปในพระนิพพานนั้นโดยแท้ ดังสาธกในพระสูตรว่า