ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“คำว่า วุฏฺหิตฺวา ปรินิพพายี (ทรงออกแล้วปรินิพพาน) คือ ทรงออกจาก
อภิญญาวิถีจิตแล้วปรินิพพานด้วยภวังคจิต”
ลำดับต่อจากปัจจเวกขณวิถีที่พิจารณาอรหัตตมรรค พบในอรรถกถาปุคคลบัญญัติ
เป็นต้น สมจริงดังสารกว่า
เอกูนวีสติ เม ปจจเวกขณญาเณน ปติฏฐาย ภวุงคำ โอตริตฺวา ปรินิพพายติ.๑๕๐
“ทรงดำรงอยู่ในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ วิถีแล้วหยั่งลงสู่ภวังค์จึงปรินิพพาน”
ส่วนในอรรถกถาสังยุตกล่าวว่า
อรหตฺตมคฺคานนฺตร์ ผล์. ผาลานนฺตร์ ภวุงคโต วุฏฐาย ปจจเวกขณ์ ต์ ปน
ปริปุณณ์ วา โหติ อปริปุณณ์ วา. ติขิเณน อสินา สีเส ฉิชฺชาเนปิ เอทํ วา เทว วา
ปจจเวกขณานิ อุปปชฺชนฺติเยว.๑๕๑
“ผลจิตย่อมเกิดขึ้นถัดจากอรหัตตมรรค เมื่อออกจากภวังค์แล้ว ปัจจเวกขณวิถี
ย่อมเกิดขึ้นต่อจากผลจิต ปัจจเวกขณวิถีนั้นจะบริบูรณ์หรือไม่ก็ตาม ในขณะที่พระอรหันต์
ถูกตัดศีรษะด้วยดาบคม ปัจจเวกขณวิถีหนึ่งหรือสองวิถีย่อมเกิดขึ้นโดยแท้”
[ข้อความในอรรถกถาสังยุตกล่าวถึงชีวิตสมสีสีบุคคลตามฐานะ ส่วนคัมภีร์ปรมัตถทีปนี
กล่าวว่าการปรินิพพานหลังจากปัจจเวกขณวิถีย่อมมีได้โดยอ้างสารกนี้]
(๑๗๑) ในคัมภีร์วิภาวนีมิได้กำหนดอย่างนี้แล้วกล่าวว่า “รูปนามเท่านั้นตามที่
ปรากฏ ย่อมถึงความเป็นอารมณ์แก่จิตที่มีจุติจิตเป็นที่สุดในพระขีณาสพผู้ไม่ไปเกิดในภพ
ใดๆ มิใช่อารมณ์ือกรรมหรือกรรมนิมิตเป็นต้น” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะจุติจิตของ
พระขีณาสพย่อมรับกรรมและกรรมนิมิตเป็นต้นเป็นอารมณ์ได้โดยแท้ ทั้งกรรมเป็นต้นที่
จุติจิตรับรู้ก็มิใช่รับไว้เพื่อให้มีภพอื่นในสรรพสัตว์เท่านั้น
คำว่า อภิมุขภูตํ (มาปรากฏต่อหน้า) คือ ไม่ให้โอกาสแก่กรรมอื่นแล้วมาปรากฏ
ทำให้ตนได้รับโอกาส