Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

พระพุทธวจนะนั้นหมายถึงตัณหาที่พอใจมือเท้าเป็นต้นของตนหรือของผู้อื่น มิใช่
ตัณหาที่พอใจกรรมเป็นต้น

คำว่า อุปภภิตพพวานรูป (ตามควรแก่ภพที่จะไปอุบัติ) มีความหมายว่า
ตามควรแก่ภพที่จะไปอุบัติดังนี้ว่า ด้วยความพอใจภพที่จะไปอุบัติอันเป็นสุคติภพ
หรือด้วยความไม่พอใจภพที่จะไปอุบัติอันเป็นทุคติภพ

คำว่า ตตุถณตํ แปลว่า เหมือนน้อมเข้าสู่อารมณ์ตามที่ปรากฏนั้น ดังพระพุทธ-
วจนะในพาลปัณฑิตสูตรว่า

          ตานิสฺส ตสฺมึ สมเย โอลมพนฺติ อชฺโฌลมพนฺติ อภิปปลมพนฺติ.๑๙

          “กุศลกรรมแรืองอกุศลกรรมของเขาย่อมโน้อมมาเหนี่ยวรั้งไว้เฉพาะหน้า”

ในพระบาลีนั้น พระดำรัสว่า “กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมของเขา” หมายความว่า
กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมของเขารวมทั้งกรรมนิมิตและคตินิมิตที่ตรัสไว้โดยมีกรรมเป็น
ประธาน

          พระดำรัสว่า “ย่อมโน้อมมา” เป็นต้น หมายความว่า ย่อมโน้อมกระแสจิตของเขา
มาแล้วเหนี่ยวรั้งไว้เฉพาะหน้าในตน คือปรากฏเหมือนฉุดดึงไป เมื่ออารมณ์เหล่านั้นน้อม
มาอยู่เช่นนั้น กระแสจิตนั้นเป็นสภาพน้อมไปในอารมณ์ดังกล่าว ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ตตุถณตํ (เหมือนน้อมเข้าสู่อารมณ์ตามที่ปรากฏนั้น) ดังสารกในคัมภีร์อรรถกถาว่า

          กิเลสพลวินามิตํ สตุวา ตเทว ปวตฺตมานํ ตณหาอวิชชานํ อปปฺหีนตฺตา อวิชชาย
ปฏิฉาทิตาทีเนว ตสฺมึ วิสเย ตณหา นาเมติ, สหชาตสงขา รา ขิปนฺติ.๒๐

          “ตัณหาย่อมยังจิตที่ถูกแรงกิเลสให้น้อมมาอยู่อย่างนี้ทำให้โน้อมไปสู่อารมณ์ที่ถูก
อวิชชาปิดบังโทษไว้ เพราะยังกำจัดตัณหาและอวิชชาไม่ได้ ส่วนกุศลกรรมและอกุศลกรรม
ที่ปรุงแต่งอันเกิดร่วมกันย่อมซัดไป[สู่ภพใหม่]”

ในพากย์นั้น คำว่า ตํ คือ จิต หมายความว่า กระแสจิต

คำว่า “ในอารมณ์นั้น” คือ ในอารมณ์มีกรรมเป็นต้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka