ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า “ตัณหาย่อมทำให้น้อมไป” หมายความว่า ตัณหาที่เป็นรากเหง้าของภพ
ย่อมประกอบกระแสจิตเข้าไว้โดยทำให้น้อมเข้าสู่อารมณ์นั้น
(๑๗๒) ในคัมภีร์วิภาวนีอธิบายคำว่า ตตุโถณตัว หมายความว่า เหมือนน้อม
เข้าสู่ภพที่จะไปอุบัตินั้น หรือน้อมเข้าสู่ภพที่จะไปอุบัตินั้น ข้อความนั้นไม่สอดคล้องกับ
คัมภีร์อรรถกถา
คำว่า อภิณห์ แปลว่า อย่างต่อเนื่อง
ความเป็นไปเช่นนั้นย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้เสียชีวิตช้า แต่ไม่เกิดแก่ผู้เสียชีวิตทันที
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พาหุลเลน (โดยส่วนมาก)
(๑๗๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “คำอธิบายในคำว่า พาหุลเลน (โดยส่วนมาก) นี้
พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในคำว่า เยภุยเยน ภวนฺตเร (ในภพอื่นโดยมาก)” ข้อความ
นั้นไม่สมควร เพราะไม่มีความสงสัยในการที่กระแสจิตของอสัญสัตวพรหมเป็นไปอย่าง
ต่อเนื่องดังที่กล่าวไว้ในคำว่า เยภุยเยน ภวนฺตเร นั้น เนื่องจากอสัญสัตวพรหมไม่มี
กระแสจิตเลย
บัดนี้ พระอนุรุทธอาจารย์กล่าวว่า ตเมว วา ปน ฯเปฯ ทวารปปตฺตํ โหติ (อีก
อย่างหนึ่ง กรรมที่จะให้ไปถือปฏิสนธินั้นนั่นย่อมมาสู่ทวาร ด้วยอำนาจของการทำให้
เกิดขึ้นใหม่) เพื่อแสดงความปรากฏแห่งกรรมโดยประการอื่น
ในประโยคนั้น คำว่า อภินวกรณวเสน ทวารปปตฺตํ โหติ (ย่อมมาสู่ทวารด้วย
อำนาจของการทำให้เกิดขึ้นใหม่) มีความหมายว่า กรรมย่อมไม่ก่อให้เกิดสัญญาว่าเคย
กระทำมาก่อน แต่ทำให้เกิดอาการกระทำในขณะนั้น ทำตนให้เหมือนเกิดเกิดขึ้นใหม่แล้วมาสู่
มโนทวาร คือปรากฏทางมโนทวารด้วยความเป็นไปของชวนจิตที่เหมือนกรรมเก่า ส่วน
กรรมในภพอื่นซึ่งถูกภพปิดบังไว้และกรรมในภพนี้ซึ่งไม่ปรากฏชัด ย่อมไม่ก่อให้เกิดสัญญา
ที่เคยกระทำมาก่อนว่า เราได้กระทำกรรมนี้ในกาลโน้น เหมือนกรรมที่ปรากฏชัดในภพนี้
บางคนได้สั่งสมการถวายทานและการบูชาเป็นต้นในพระรัตนตรัยมีพระพุทธ-
เจ้าเป็นต้นอยู่เนืองนิตย์ เมื่อพวกเขาลืมสติด้วยกำลังของโรคที่ใกล้ต่อความตาย ไม่รับรู้