Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ดำรงอยู่ได้ ๗ วันหรือกว่านั้น พระอนุรุทธาจารย์จึงกล่าวคำว่า ตสสานุตรเมว (ลำดับ
ต่อจากจุติจิตนั้นเท่านั้น) เพื่อคัดค้านความเห็นของบุคคลเหล่านั้น

[จิตที่เรียกว่า ปฏิสนธิจิต] ทั้งที่มีหทัยวัตถุในปัญจโวการภูมิหรือไม่มีหทัยวัตถุ
ในจตุโวการภูมิ [ย่อมดำรงอยู่ในภพต่อไป]

คำว่า ยถารห (ตามสมควร) คือ ตามสมควรแก่กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่
ปรุงแต่ง

พึงทราบข้อความว่า อวิชชานุสัยเป็นบริวาร ตัณหานุสัยเป็นรากเหง้าของกุศลกรรม
เพราะเป็นธรรมที่ยังกำจัดไม่ได้ แต่สำหรับอกุศลกรรม อวิชชานะตัณหาเป็นทั้งบริวาร
และรากเหง้าเพราะเกิดร่วมกัน

เมื่อยังไม่ถึงช่วงของปริยุฏฐานกิเลส (กิเลสที่ฟุ้งขึ้นมาในจิต) กิเลสที่นอนเนื่อง
โดยคล้อยตามไม่ตรงกันข้ามกับกระแสจิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤต ชื่อว่า อนุสัย

อีกนัยหนึ่ง อนุสัย คือ กิเลสที่ติดตามนอนเนื่องอยู่

อีกนัยหนึ่ง อนุสัย คือ กิเลสที่นอนเนื่องอยู่เสมอ

[คำว่า อนุสัย มีความหมาย ๓ ประการ คือ
- กิเลสที่นอนเนื่องโดยคล้อยตาม = อนุรูป เสตีติ อนุสโย (อนุ อุปสรรคมือรถว่า สมควร)
- กิเลสที่ติดตามนอนเนื่อง = อนุพนฺธมาโน เสตีติ อนุสโย (อนุ อุปสรรคมือรถว่า ติดตาม)
- กิเลสที่นอนเนื่องเสมอ = อนุ อนุ นิรนฺตร์ เสตีติ อนุสโย (อนุ อุปสรรคมือรถว่า
เสมอ)]

คำว่า อวิชชานุสยปริกขิตตะ คือ แวดล้อมด้วยอวิชชานุสัย

คำว่า ตัณหานุสยมูลกะ คือ มีตัณหานุสัยเป็นรากเหง้า

ถ้าพระอนุรุทธาจารย์กล่าว[สลับกัน]ว่า อวิชชานุสยมูลเกน ตณฺหานุสยปริกขิตเตน
(มีอวิชชานุสัยเป็นรากเหง้า แวดล้อมด้วยตัณหานุสัย) จะชัดเจนกว่า เพราะอวิชชาเป็น
รากเหง้ายิ่งกว่าตัณหา เนื่องจากตัณหาเกิดขึ้นในอารมณ์ที่ถูกอวิชชาปิดบังโทษไว้ ส่วน

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka