ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตัณหาทำให้สั่งสมสังขารนั้นๆ โดยความเป็นเหตุเกิดร่วมกัน ตัณหาจึงเกิดร่วมกับสังขาร
อย่างมีกำลัง
อวิชชาและตัณหาที่เกิดร่วมกับอกุศลกรรม ที่เกิดร่วมกับความยินดีในกรรมหรือ
นิมิตอารมณ์ ที่เกิดร่วมกับความเดือดร้อนใจ หรือที่เกิดร่วมกับมรณาสันนชวนวิถี ได้ชื่อว่า
อนุสัย เพราะคล้ายกับอนุสัยโดยสภาวะ อีกนัยหนึ่ง อนุสัยเป็นเหตุเกิดของสังขารือกุศล-
กรรมในการทำให้เกิดผลปฏิสนธิ อวิชชาและตัณหาอันเป็นอนุสัยแท้ย่อมสามารถทำให้เกิด
การอุบัติแห่งมรณะได้โดยแท้ ดังคัมภีร์อรรถกถารวมเอาอนุสัยแท้เข้าไว้ด้วยคำว่า อุปปหีน
(ยังกำจัดไม่ได้) ว่า
ตณฺหาอวิชชานํ อุปปหีนตฺตา.๑๖๓
“เพราะยังกำจัดตัณหาและอวิชชาไม่ได้”
คำว่า สงฺขาเรน (กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ปรุงแต่ง) มีความหมายว่า สังขาร
คือเจตนาซึ่งเรียกว่ากรรมที่ให้ผลปฏิสนธิ หรือได้แก่หมู่ธรรมมีผัสสะเป็นต้นที่เกิดร่วมกับ
เจตนา เพราะหมู่ธรรมนั้นให้ผลปฏิสนธิได้โดยความเป็นปัจจัยที่มีกำลัง
อีกนัยหนึ่ง คำว่า สงฺขาเรน มีความหมายว่า สังขารคือเจตนาที่เกิดร่วมกับ
มรณาสันนชวนจิต หรือได้แก่หมู่ธรรมมีผัสสะเป็นต้นที่เกิดร่วมกับมรณาสันนชวนจิต
เพราะสังขารทั้งสองย่อมให้ผลปฏิสนธิด้วยการปรุงแต่งที่ซัดจิตไปในอารมณ์มีกรรมเป็นต้น
ดังสารถกในคัมภีร์อรรถกถาว่า
ตณฺหาอวิชชานํ อุปปหีนตฺตา อวิชชาย ปฏิจฉาทิตาทีเนว ตสฺมึ วิสเย ตณฺหา
นาเมติ. สหชาตสงฺขารา ขิปนฺติ.๑๖๔
“ตัณหาย่อมทำให้จิตน้อมไปในอารมณ์ที่ถูกอวิชชาปิดบังโทษไว้ เพราะยังกำจัด
ตัณหาและอวิชชาไม่ได้ กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ปรุงแต่งอันเกิดร่วมกันย่อมซัดไป[สู่
ภพใหม่]”