ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในคัมภีร์มูลฏีกากล่าวว่า
สหชาตสงขาชาติ จุติอาสนุนชวนวิญญาณสหชาตา เจตนา. สพเพปิ วา ผสฺสาทโย.๑๖๕
“คำว่า ‘กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ปรุงแต่งอันเกิดร่วมกัน’ คือ เจตนาที่เกิดร่วมกับชวนจิตอันใกล้จุติ หรือได้แก่ผัสสะเป็นต้นทั้งหมด”
ข้อความทั้งหมดนี้แสดงว่าอวิชชาที่ยังมิได้ถูกกำจัดด้วยอรหัตมรรค ย่อมปิดบังโทษในอารมณ์มีกรรมเป็นต้นหรือโทษในภพอื่น ตัณหาที่มีสภาพอย่างนั้น ย่อมทำกระแสจิตให้น้อมไปในอารมณ์มีกรรมเป็นต้นหรือภพอื่นกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ปรุงแต่งตามที่กล่าวแล้วย่อมซัดกระแสจิตไปในอารมณ์หรือภพอื่นนั้น แล้วก่อให้เกิดความปรากฏแห่งจิตดวงใหม่ในภพนั้น
คำว่า สมปยุตุเตหิ ปริคุคยหมานํ (อันสัมปยุตธรรมเข้าไปประสม) คือ อันสัมปยุตธรรมมีผัสสะเป็นต้นแวดล้อมแล้วถือเอาอยู่
คำว่า สหชาตานํ (ที่เกิดร่วมกัน) คือ รูปธรรมกับนามธรรม
คำว่า อธิฏฐานภาเวน แปลว่า โดยความเป็นที่ตั้ง
คำว่า ปุพพพงคมภูตํ แปลว่า เป็นประธาน
คำทั้งสอง[ว่า อธิฏฐานภาเวน ปุพพพงคมภูตํ (เป็นประธานโดยความเป็นที่ตั้ง)] แสดงว่าธาตุรู้[คือจิต]มีอานุภาพมหาศาล เหมือนดั่งบุรุษผู้มีบุญญาธิการคนหนึ่งอุบัติขึ้นในโลก ชนบริวารผู้เกิดร่วมกัน ปราสาท ต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้นที่เป็นเครื่องบริโภคใช้สอย ย่อมจะเกิดร่วมกับเขา ฉันใด ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น
คำว่า ภวนุตเร ปฏิสนฺธานุวเนส น (ด้วยอำนาจแห่งการสืบต่อภพอื่น) มีความหมายว่า ด้วยอำนาจแห่งการสืบต่อภพอื่น โดยทำให้ต่อเนื่องกับภพเก่าในเมื่อภพเก่าดับไปแล้ว
คำว่า อุปปชฺชมานเมว ปติฏฐาติ (เมื่อเกิดขึ้นอยู่ย่อมดำรง) มีความหมายว่า มิใช่เกิดขึ้นในภพก่อนแล้วยังคงอยู่ แล้วเป็นไปอยู่โดยความเป็นปฏิทิขขณะดำรงอยู่ในภพต่อไป เพราะธรรมที่เกิดแล้วทุกอย่างย่อมจะไม่เคลื่อนไปสู่สถานที่อื่นหรือขณะอื่นโดยปกติ