Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

จึงมิควรจะกล่าวถึงธรรมทั้งหลายที่เคลื่อนไปสู่ภพอื่นในเวลาเสียชีวิตแล้ว

อนึ่ง มีพระพุทธดำรัสว่า

อนมตคุโค ย์ ภิกฺขเว สํสาโร. ปุพพโกฏ์ น ปญฺญายติ อวิชฺชานีวรณานํ สตฺตานํ

ตณฺหาสํโยชนานํ สนฺธาวต์ สํสรต์. ๑๖

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฏนี้มีขอบเขตที่ใครๆ ตามรู้ไม่ได้ ส่วนเบื้องต้นย่อม

ไม่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ท่องเที่ยวไปมาอยู่”

พระพุทธดำรัสนั้นตรัสไว้โดยปริยาย [เพราะตรัสด้วยโวหารว่าเป็นเหล่าสัตว์]

โดยแท้จริงแล้ว อวิชชา ตัณหา และกรรมที่ทำให้เกิดผลปฏิสนธิในภพอื่น ย่อมเป็นไปใน

กระแสจิตของบุคคลก่อน บุคคลนั้นได้ชื่อว่าท่องเที่ยวไปมาสู่ภพอื่นด้วยความเกี่ยวข้องกับ

เหตุและผลของอวิชชา ตัณหา และกรรม ดังนั้น การที่ปฏิสนธิจิตไม่เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุ

ที่ปรากฏในภพก่อนจึงเป็นอันรู้ได้ เช่นเดียวกับเสียงสะท้อน ดวงประทีป และตราประทับ

เป็นต้น

[เสียงสะท้อนเกิดจากเสียงที่เปล่งออกใกล้ปากถ้ำ เสียงที่เปล่งออกนั้นดับไปทันทีที่เกิดขึ้น

เสียงสะท้อนจึงมิใช่เสียงแรก แต่มีต้นเหตุมาจากเสียงแรก เสียงแรกเป็นมูลเหตุของเสียงสะท้อน ฉันใด

อดีตกรรมก็เป็นมูลเหตุของปฏิสนธิจิต ฉันนั้น ดวงประทีปดวงหนึ่งย่อมจะจุดประกายแก่ดวงประทีปอื่น

ได้ แม้ตราประทับก็ก่อให้เกิดรอยประทับจำนวนมากได้เช่นกัน]

๙๒. คำว่า เอตฺถ (ในเรื่องนี้) คือ ในฐานะอุบัติแห่งการเสียชีวิตนี้

คำว่า มนฺทปปวตฺตานิ (ที่เป็นไปอย่างช้า) มีความหมายว่า ที่เป็นไปอย่างช้าๆ

เพราะกรรมมีกำลังน้อยและหทัยวัตถุอ่อนกำลัง

พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า ดังนั้น ปฏิสนธิจิตและภวังคจิตจะได้อารมณ์ที่เป็น

ปัจจุบัน

คำว่า ธรนฺเตสฺวว แปลว่า ยังดำรงอยู่ทีเดียว

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka