ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า ปฏิสนฺธิภงฺคานิปิ (ปฏิสนธิจิตและภวังคจิต) คือ ปฏิสนธิจิต และภวังคจิต
๒ หรือ ๓ ขณะ
คำว่า อิติ กตฺวา แปลว่า เพราะเหตุนั้น
ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า คตินิมิตฺตํ นาม นิพพตฺตนกโอกาส เอโก วณฺโณ
อุปปฺปาติ.๑๖๗ (คตินิมิตย่อมปรากฏเป็นสื่ออย่างหนึ่งในสถานที่ซึ่งจะไปอุบัติ) แล้วแสดงวาระ
ของคตินิมิตทั้งหมดว่าคตินิมิตเป็นสีต่าง ๆ ที่รับไว้ทางมโนทวาร และเป็นปัจจุบันอย่างเดียว
แต่พระอนุรุทธอาจารย์แสดงคตินิมิตเหมือนกรรมนิมิตโดย กล่าวว่า กามาวจรปฏิสนฺธิยา
ฯเปฯ อุปลพฺภติ (อารมณ์ที่กามาวจรปฏิสนธิตรับมาทางทวาร ทั้ง ๖ ที่เป็นกรรมนิมิตหรือ
คตินิมิต ที่เป็นปัจจุบันหรืออดีตย่อมเกิดขึ้น) โดยมุ่งหมายว่า “คตินิมิตมี ๖ อย่าง เป็นปัจจุบัน
หรืออดีตที่รับมาทางทวารทั้ง ๖ เหมือนกรรมนิมิต ตามสาธกของธรรมิกอุบาสก พระเจ้า
ทกุฏคามณี และพระเจ้าอภัยเป็นต้นผู้รับรู้รถทิพย์จากเทวโลกทั้ง ๖ ที่มาหาตนเป็นคตินิมิต
แล้วจุติไป”
เมื่อพวกท่านได้จุติไปอย่างนั้น ย่อมเห็นสีอันเป็นทิพย์ด้วยอานุภาพของเทวดา
ได้ยินเสียงรถ เสียงดุริยางค์ หรือเสียงพูดอันเป็นทิพย์ด้วยโสต ได้กลิ่นอันเป็นทิพย์ด้วยจมูก
โผฏฐัพพารมณ์ย่อมมีได้ตามอุทาหรณ์ของพระเทวทัต นันทยักษ์และนันทมาณพเป็นต้นผู้จุติ
ด้วยกายที่ถูกเปลวไฟอันพุ่งขึ้นมาจากนรกเผาผลาญอยู่ และตามสาธกของมิตตวินทุกะ
เป็นต้นผู้ติดอยู่ในกงจักรมีด แม้สภาพคืดก็พึงประกอบตามสมควร ดังสาธกในคัมภีร์
สัจจสังเขปว่า
ปญฺจทฺวาเร สิยา สนฺธิ วินา กมฺมํ ทุวิโคเร.๑๖๘
“ปฏิสนธิจิตในปัญจทวารย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๒ ประเภท
[กรรมนิมิตและคตินิมิต] ยกเว้นกรรมอารมณ์”
ข้อความนี้กล่าวไว้ในคัมภีร์มหาฎีกาอีกด้วย๑๖๙ แต่เมื่อคตินิมิตที่ปรากฏก่อนจาก
ชวนวิถีสุดท้ายเป็นอารมณ์ของชวนจิตดวงสุดท้าย คตินิมิตนั้นก็เป็นอดีต แต่ในคัมภีร์
อรรถกถากล่าวว่า คตินิมิตเป็นปัจจุบันอย่างเดียวด้วยความเป็นสันตติปัจจุบัน (ปัจจุบัน