Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ต่อเนื่อง) นอกจากนั้น ความมีสีหลากหลายเป็นอารมณ์ และการรับอารมณ์ทางมโนทวาร
ก็กล่าวไว้คล้อยตามนัยที่ระบุถึงจำนวนมาก (เยภุยยนัย) มิฉะนั้นแล้วในคัมภีร์อรรถกถาก็
ควรจะแสดงถึงกรรมนิมิตที่เป็นปัจจุบันในปัญจทวารเท่านั้น และกรรมนิมิตก็อาจกล่าวว่า
ไม่ควรเป็นปัจจุบันที่รับเอาทางมโนทวาร หรือเป็นอารมณ์ ๕ หรือเป็นธรรมารมณ์ แต่การ
กล่าวย่างนั้นไม่สมควร

ถามว่า : เพราะเหตุใด

ตอบว่า : เพราะมรณาสันนชวนจิตที่เกิดทางมโนทวารควรมีปุเรชาตปัจจัยที่เป็น
อารมณ์ ๖ อันตรัสไว้ในคัมภีร์ปัฏฐาน ตามนัยเป็นต้นว่า

จกฺขุํ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ.๓๗๐

“บุคคลย่อมหยั่งรู้จักปทประสาทโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน”

ด้วยเหตุนั้น ปฏิสนธิจิตที่ติดตามชวนจิตดังกล่าวจึงมีได้

(๑๗๕) ในคัมภีร์วิภาวนีมิได้ไตร่ตรองเช่นนั้นแล้วกล่าวว่า “เมื่อปัจจุบันอารมณ์
มาปรากฏทางมโนทวารโดยความเป็นคตินิมิต หรือมาปรากฏทางปัญจทวารโดยความเป็น
กรรมนิมิต” ข้อความนั้นไม่งาม

(๑๗๖) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “คำว่า ฉทวารคฺคหิตํ (รับมาทางทวาร
ทั้ง ๖) พึงประกอบข้อความตามสมควรว่า กรรมนิมิตถูกรับมาทางทวารทั้ง ๖ ส่วนคตินิมิต
ถูกรับมาทางมโนทวารที่ ๖” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะหากเป็นตามนี้พระอนุรุทธาจารย์
ก็ควรกล่าวคตินิมิตแยกกันกับกรรมนิมิตเหมือนกรรมอารมณ์ ทั้งคตินิมิตนั้นก็ถูกรับรู้ทาง
ทวาร ๕ ได้ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว

(๑๗๗) คัมภีร์นั้นมิได้ไตร่ตรองข้อความที่ยกเว้นไว้ซึ่งพบในคัมภีร์อรรถกถา
และมูลฎีกาเป็นต้นโดยความเป็นนัยที่ระบุถึงจำนวนมาก จึงกล่าวว่า “ส่วนในคัมภีร์อรรถกถา
มิได้แสดงปฏิสนธิจิตที่เกิดทางทวาร ๕ อันมีคตินิมิตเป็นอารมณ์โดยกล่าวว่า ‘คตินิมิต
ย่อมมาปรากฏทางมโนทวาร’ และในคัมภีร์มูลฎีกาเป็นต้นก็กล่าวระบุว่า ‘สีต่างๆ ที่เกิด

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka