ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
จากแรงกรรมย่อมถึงความเป็นอารมณ์ทางมโนทวารเท่านั้น เหมือนเป็นอารมณ์เกิดขึ้น
แก่ผู้เห็นความฝันหรือผู้มีทิพยจักษ์” ดังนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงไม่ยอมรับความเห็นของ
อาจารย์ท่านอื่น” ผู้ที่ไม่ยอมรับความเห็นนั้นย่อมจะมิได้ตริตรองเป็นอย่างดี
คำว่า ปจุุปปนุมตีตํ (ที่เป็นปัจจุบันหรืออดีต) นี้ มีความหมายว่า ผู้จุติด้วย
ปัญจทวารวิถีที่มีชวนจิตอยู่ท้าย ย่อมได้รับปัจจุบันอารมณ์แก่ปฏิสนธิจิตและภวังคจิต ๒
ดวง ผู้จุติด้วยปัญจทวารวิถีที่มีตทารัมมณจิตอยู่ท้าย ย่อมได้รับปัจจุบันอารมณ์แก่ปฏิสนธิจิต
เท่านั้น ผู้จุติด้วยมโนทวารวิถีที่มีอารมณ์ปัจจุบันและมีชวนจิตอยู่ท้าย ย่อมได้รับปัจจุบัน
อารมณ์แก่ปฏิสนธิจิตและภวังคจิต ๖ ดวง ส่วนผู้จุติด้วยมโนทวารวิถีที่มีตทารัมมณ์อยู่ท้าย
ย่อมได้รับปัจจุบันอารมณ์แก่ปฏิสนธิจิตและภวังคจิต ๔ ดวง
ในการอุบัติเกิดแห่งมรณะนี้ แม้อารมณ์จะมีอายุมากยิ่งและมีกำลัง แต่เมื่อ
หทัยวัตถุอ่อนกำลัง วิถีจิตที่มีชวนจิตอยู่ท้ายย่อมมีได้แก่สัตว์ผู้เกิดในกามภูมิ
ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่าภวังคจิต ๔ ดวงท้ายปฏิสนธิจิตในมโนทวารและ
ปฏิสนธิจิตในปัญจทวาร มีอารมณ์ปัจจุบันอย่างเดียว เพราะถูกประกอบไว้ในวิถีจิตที่มี
ตทารัมมณ์อยู่ท้าย แต่ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนี้ได้ประกอบวิถีจิตที่มีชวนจิตอยู่ท้ายไว้
อีกด้วย ดังปรากฏข้อความ[ในคัมภีร์อรรถกถา]ว่า
ตทารมฺมณปริโยสานาย วา สุทุกตาย วา ชวนวิถิยา.๑๗๑
“จุติจิตย่อมเกิดขึ้นรับอารมณ์ถัดจากวิถีที่มีตทารัมมณ์อยู่ท้ายหรือชวนวิถีล้วนๆ”
(๑๗๘) ในคัมภีร์วิภาวินีมิได้ใคร่ครวญแล้วกล่าวว่า “ลำดับแรกในมโนทวาร
ปฏิสนธิจิตและภวังคจิต ๔ ดวงรับเอาอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ส่วนในปัญจทวาร ปฏิสนธิจิต
เท่านั้นรับเอาอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน” เป็นต้น ข้อความนั้นไม่สมควร
อารมณ์หรืออุปกรณ์ของกรรมที่ส่งผลให้ปฏิสนธิ ชื่อว่ากรรมนิมิต แต่กรรมที่
เกิดทางทวาร ๕ ไม่อาจส่งผลให้ปฏิสนธิได้ กรรมที่ส่งผลให้ปฏิสนธิในกาลนั้นจึงปรากฏ
ด้วยอำนาจของมโนทวารในวิถีก่อน[จากวิถีสุดท้ายที่เกิดทางทวาร ๕] แม้อารมณ์หรืออุปกรณ์