Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ของกรรมในมโนทวารก็ได้ชื่อว่ากรรมนิมิต

แม้อารมณ์ของชวนจิตดวงสุดท้ายที่เกิดทางทวาร ๕ ก็เรียกว่า กรรมนิมิต เพราะไม่ต่างจากอารมณ์ที่ดับไปก่อนโดยสภาวะ หรือเพราะคล้ายกับอารมณ์นั้น ดังสาธก ในคัมภีร์มูลฎีกาว่า

ปญฺจทฺวาเร อาปาต์ อาคจฺุฉนฺตํ ปจฺจุปปนฺนํ กมฺมนิมิตฺตํ อาสนฺนกต กมฺมา- รมุมณสนุตฺติยํ อุปปปนุนํ ตสฺทิสญจ ทฏฺฐพฺพํ.๑๗๒

“กรรมนิมิตที่เป็นปัจจุบันมาปรากฏทางทวาร ๕ ย่อมเกิดขึ้นใน สัณฐานอันเป็น อารมณ์ของกรรมที่กระทำไว้ในเวลาใกล้เสียชีวิต หรือคล้ายกับอารมณ์นั้น”

ในพากย์นั้น พระอนันทเถระกล่าวว่า “เกิดขึ้นในสัณฐาน” โดยหมายเอาการ ปรากฏอย่างประจักษ์ของศาสตราวุธเป็นต้น เครื่องไทยธรรม หรือสถานที่มีเจดีย์เป็นต้น ซึ่งเป็นสถานที่เคยทำกรรมไว้ก่อน

คำว่า “หรือคล้ายกับอารมณ์นั้น” หมายเอาการปรากฏแห่งวัตถุที่คล้ายกับ เครื่องไทยธรรมเป็นต้น โดยแท้จริงแล้ว วัตถุที่คล้ายกันก็เป็นเหตุให้กรรมมีโอกาสส่งผลได้ เหมือนเปลวไฟที่ปรากฏแก่ผู้จะไปเกิดในนรก[ขุมเล็ก]ใกล้กับอุสสทนรกด้วยอกุศลกรรม เล็กน้อย แต่เขาระลึกถึงบุญแล้วจุติไปเกิดในสวรรค์ เพราะได้ยินเสียงหรือเห็นสีของเปลวไฟ ในนรกที่คล้ายกับอารมณ์ที่ตนเคยประสบมาก่อนในเวลาทำบุญ

(๑๗ส) ในคัมภีร์วิภาวนี้มิได้ใคร่ครวญข้อความในคัมภีร์มูลฎีกา เมื่อพบ จ ศัพท์ ที่เลือนหายไปในคำว่า ตสฺทิสญจ (หรือคล้ายกับอารมณ์นั้น) จึงกล่าวว่า “พระอนุรุทธอาจารย์ กล่าวสีเป็นต้นที่เป็นปัจจุบัน อันนับเข้าในสัณฐานอันเดียวกับอารมณ์ซึ่งถูกชวนจิตใกล้จุติ รับรู้แล้ว โดยความเป็นกรรมนิมิต เพราะคล้ายกับอารมณ์ของชวนจิตในมโนทวาร” ข้อความ นั้นไม่สมควร

ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

อปรสฺส มรณสมเย ญาตกกา อยํ ตาต ตวตฺถาย พุทฺธปูชา กรียติ. จิตฺตํ ปสาเทหีติ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka