ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
วตฺวา ปุปฺผทามธชปฏากาทิเสน รุปารมุมณ์ วา ธมฺมสวนตุริยปูชาทิเสน สทฺทารมุมณ์
วา ธูมวาสคนฺธาทิเสน คนฺธารมุมณ์ วา อิท์ ตาว สายสฺสุ, ตวตฺถาย ทาตพฺพ์ เทยยธมุมนฺติ
วตฺวา มธุผาณิตาทิเสน รสารมุมณ์ วา อิท์ ตาว ผุสสฺสุ, ตวตฺถาย ทาตพฺพ์ เทยยธมุมนฺติ
วตฺวา จีนปฏโสมารปฏาทิเสน โผฏฐพฺพารมุมณ์ วา ปญฺจทวาเร อุปสํหร.๑๗๓
“ในขณะใกล้เสียชีวิต เหล่าญาติกล่าวแก่บุคคลอื่น[ผู้ใกล้จะเสียชีวิต]ว่า พ่อ
พวกเราได้บูชาพระพุทธเจ้าเพื่อท่าน จงทำใจให้เลื่อมใสเถิด แล้วนำอารมณ์มาแสดงทาง
ทวาร ๕ คือนำรูปรมณ์มาแสดงโดยความเป็นดอกไม้ พวงมาลัย ธงชัย และธงแผ่นผ้า
เป็นต้น นำสัททารมณ์มาแสดงด้วยการฟังธรรมและการบูชาด้วยดนตรีเป็นต้น นำคันธารมณ์
มาแสดงโดยความเป็นรูป เครื่องอบ และของหอมเป็นต้น แล้วกล่าวว่า พ่อจงพอใจสิ่งนี้
ก่อนเถิด จงพอใจเครื่องไทยธรรมที่จะถวายเพื่อท่าน แล้วนำสารมณ์มาแสดงโดยความเป็น
น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น เมื่อกล่าวว่า พ่อจงสัมผัสสิ่งนี้ก่อนเถิด จงสัมผัสเครื่องไทยธรรม
ที่จะถวายเพื่อท่าน แล้วนำโผฏฐพัพารมณ์มาแสดงโดยความเป็นผ้าจากเมืองจีนและผ้าจาก
แคว้นโสมาระเป็นต้น”
ในพากย์นั้น พระฎีการจารย์อธิบายไว้ในคัมภีร์ฎีกาดังนี้ คำว่า “เกิดขึ้นในสัณฐาน”
หมายถึงอารมณ์คือรูป เสียง และกลิ่น และคำว่า “หรือคล้ายกับอารมณ์นั้น” หมายถึง
อารมณ์คือรสและสัมผัส เพราะอารมณ์ที่ลิ้มรสและสัมผัสเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนของถวายใน
ภายหลังเป็นอีกอย่างหนึ่ง
เมื่อบุคคลรับเอารูปารมณ์เป็นต้นที่เหล่าญาตินำมาแสดงอย่างนี้ทางทวารทั้ง ๕
ก่อนแล้วยังไม่จุติ ต่อมาภายหลังได้รับเอาด้วยมโนทวารล้วนๆ อีกว่า บัดนี้อารมณ์เช่นนี้
ยังปรากฏอยู่แล้วจึงจุติ อารมณ์เหล่านั้นเป็นกรรมนิมิตที่เป็นปัจจุบันซึ่งมโนทวารรับเอาไว้
๙๔. กรรมนิมิตที่เป็นบัญญัติเป็นอารมณ์ของอรูปาวจรปฏิสนธิที่ ๑ และที่ ๓
ส่วนกรรมนิมิตที่เป็นมหัคคตธรรมเป็นอารมณ์ของอรูปาวจรปฏิสนธิที่ ๒ และที่ ๔ ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ยถารห์ (ตามสมควร)