ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ส่วนกรรมที่อ่อนกำลังอย่างอื่นไม่ออาจกล่าวว่าปราศจากโอกาสส่งผลแก่รูปพรหม
ผู้จุติจากรูปาวรภูมิ แต่กรรมที่มีเหตุ ๒ อย่างอ่อนซึ่งก่อให้เกิดวิบัติมีความเป็นคนตาบอด
เป็นต้น ย่อมไม่ได้โอกาสส่งผลแก่รูปพรหมผู้ข่มนิวรณ์ได้ เพราะเป็นผู้อบรมกระแสจิต
เป็นอย่างดีด้วยฌานที่บรรลุความเป็นอัปปนา มิควรจะกล่าวถึงกรรมที่ให้ไปเกิดในอบายภูมิ
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อเหตุรหิตา สิยํ (ปฏิสนธิจิตยกเว้นอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมมีได้ต่อ
จากรูปาวรจุติจิต)
(๑๘๐) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “ปฏิสนธิจิตที่มีเหตุ ๒ หรือมีเหตุ ๓ ย่อมมีได้
ด้วยอานุภาพของอุปจารฌาน” ข้อความนั้นพึงใคร่ครวญ ถ้าข้อความนั้นหมายถึงการให้
ผลปฏิสนธิ ปฏิสนธิจิตที่มีเหตุ ๒ ย่อมไม่สมควร เพราะอุปจารฌานที่เป็นไปในอัปปนาวิถี
ของพรหมผู้ข่มนิวรณ์ได้ไม่ควรเป็นกุศลที่มีเหตุ ๓ อย่างอ่อน หรือถ้าหมายถึงการอุปถัมภ์
กรรมอื่น ความชอบด้วยเหตุผลในการไม่ให้ผลปฏิสนธิแล้วอุปถัมภ์กรรมอื่นที่มีกำลังน้อย
กว่าย่อมไม่มี
รูปพรหมย่อมเกิดกุศลกรรมทางกาย วาจาและใจนอกจากอุปจารฌานได้ กรรม
เหล่านั้นมีเหตุ ๓ อย่างอ่อนบ้าง มีเหตุ ๒ อย่างยิ่งยวดบ้าง แต่กุศลกรรมที่มีเหตุ ๒ อย่าง
อ่อนที่ให้ผลปฏิสนธิซึ่งมีความพิการทางร่างกายย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม เพราะข่มนิวรณ์
หยาบได้แล้ว ทั้งกรรมดังกล่าวที่เป็นอปรปริยายเวทนียกรรมก็ไม่มีโอกาสส่งผล รูปพรหม
เหล่านั้นยังมีฉันทะและความพอใจในอารมณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุให้กรรมหลากหลายได้โอกาส
ส่งผล และทำให้เคลื่อนจากรูปภูมิด้วยจักขุทวารหรือโสตทวาร ดังนั้น จึงควรกล่าวเหตุ
ตามนัยที่ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]แสดงมาแล้ว ไม่ควรกล่าวเหตุด้วยอุปจารฌาน
พึงประกอบบทว่า ปฏิสนธิ ๒๐ [ปฏิสนธิจิต ๑๘ รูปปฏิสนธิ ๑] ทั้งปวงย่อมมี
ได้ต่อจากกามาวจรจุติจิตที่มีเหตุ ๓ ส่วนปฏิสนธิจิต ๑๐ ดวงที่ต่อจากจุติอื่น คือจุติที่มีเหตุ
๒ หรือไม่มีเหตุ ย่อมเกิดได้ในกามภูมิเท่านั้น
๙๙. พระอนุรุทธอาจารย์เมื่อแสดงการดำเนินไปของจิตที่พ้นจากวิถีพร้อมทั้งการ
ดำเนินไปแห่งอารมณ์ในขณะปฏิสนธิดังนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงการดำเนินไปในปวัตติกาล