ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๑๘๑) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “ตราบจนถึงการกำจัดมูลเหตุแห่งวัฏฏะ” การกำจัด
มูลเหตุแห่งวัฏฏะ คืออรหัตมรรค แต่จิตเหล่านั้นยังดำเนินไปต่อจากอรหัตมรรคจนถึง
การดับขันธ์ได้
๑๐๒. คำว่า อิห คือ ในภพนี้
คำว่า อิจจยํ ตัดบทเป็น อิติ + อยํ
อิติ ศัพท์มีอรรถเหมือน อาทิ (เป็นต้น) ศัพท์ จึงมีความหมายว่า กระแสจิตนี้
คือปฏิสนธิจิต ภวังคจิต วิถีจิตมีอาวัชชนจิตเป็นต้น และจุติจิต ย่อมเป็นไปในภพนี้ ฉันใด
กระแสจิตนี้คือปฏิสนธิจิตและภวังคจิตเป็นต้น ย่อมหมุนเวียนไป คือย่อมหมุนวนเป็นไปอยู่
ในภพอื่นอีก ฉันนั้น
บัดนี้ เมื่อพระอนุรุทธาจารย์จะแสดงถึงประโยชน์คือมรรค ผลและนิพพานอัน
เป็นผลของการแสดงปริจเฉทที่ชื่อว่า ปเภทสังคหะ (ประมวลประเภท) และปวัตติสังคหะ
(ประมวลความเป็นไป) ของจิตและเจตสิก จึงกล่าวคาถานี้
ในคาถานั้น คำว่า ปฏิสงขาย (หยั่งเห็น) คือ หยั่งเห็นอยู่เนืองนิตย์ด้วยวิปัสสนา-
ญาณ ที่เรียกว่า ปัญญาหยั่งรู้
คำว่า เอตํ คือ การแสดงประเภทและความเป็นไปของจิตและเจตสิกตามที่กล่าว
มาแล้ว
คำว่า อทุรุว์ แปลว่า ไม่ยั่งยืน
คำว่า อธิคันตุวา (บรรลุแล้ว) มีความหมายว่า บรรลุแล้ว คือกระทำให้แจ้ง
ด้วยมรรคญาณ ๔ ที่เรียกว่า อธิคมะ (ธรรมที่ควรบรรลุ)
คำว่า ปทํ (พระนิพพาน) หมายถึง สอุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานที่มีขันธ์เหลืออยู่)
คำว่า พุธา แปลว่า ผู้รู้ทั้งหลาย