ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
มิได้เป็นเช่นนั้น โดยความจริงแล้ว สุขหรือทุกข์ทางกายซึ่งเกิดแก่ผู้สัมผัสก้อนเหล็กเป็นต้น นั้น ย่อมเกิดโดยเนื่องกับความอ่อนหรือแข็ง โดยเนื่องกับความเย็นหรือร้อน หรือโดยเนื่อง กับความเบาหรือหนักของการค้ำจุนภายใน มิได้เกิดขึ้นโดยประการอื่น บุคคลจึงกระทบ มหาภูตรูป ๓ หรือปฐวีธาตุที่ละเอียดอ่อนประกอบด้วยความเหลวก่อน ต่อมาจึงรู้ความเหลว เปียกชุ่มโดยเฉพาะได้ด้วยกระแสจิตทางใจอย่างเดียว เปรียบดั่งเมื่อกระทบมหาภูตรูป ๓ หรือเห็นสีก่อน แล้วจึงรู้สัณฐานยาวสั้นเป็นต้น รู้วงกลมแห่งดุ็นไฟในยามราตรี และรู้ช่องรู นั้นๆ ด้วยกระแสจิตทางใจอย่างเดียวต่อมา กระนั้นก็ตาม บุคคลผู้ไม่เข้าใจสภาวะที่ต่างกัน เมื่อกระทบรับสิ่งนั้นอยู่ ย่อมสำคัญว่าเรารู้อย่างนี้
[เมื่อกระทบของเหลว เราจะรับรู้มหาภูตรูป ๓ หรือปฐวีธาตุที่ละเอียดอ่อนก่อน แล้วจึง รู้ความเหลวได้ทางใจ เหมือนจักษุประสาทเห็นสีได้อย่างเดียว ไม่รับรู้สัณฐานยาวสั้น ต่อเมื่อเกิดวิถีจิต ทางใจล้วนๆ จึงรับรู้สัณฐานได้ต่อมา แต่วิถีจิตเกิดดับเร็วมาก เราจึงคิดว่ากระทบของเหลวด้วยกาย ประสาทหรือเห็นสัณฐานทางจักษุประสาทได้]
ในที่นี้ชื่อว่า โคจรรูป เพราะเหมือนที่หากินซึ่งโคเที่ยวไป
[โคจรรูปที่จิตท่องเที่ยวเกิดทางทวารทั้ง ๖ เหมือนที่หากินของโคที่เหมือนกับจิต]
โคจรรูป คือ รูปเป็นที่เที่ยวไปของอินทรีย์มีจักษุเป็นต้นที่มีจิตอาศัยแล้ว
อีกนัยหนึ่ง โคจรรูป หมายถึง รูปเที่ยวไปในอินทรีย์ คือ ดำเนิน กระทบ
[คำว่า โคจร มีความหมาย ๓ ประการ คือ