Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ด้วยวิถีจิตหนึ่ง ชวนวาระหนึ่ง หรือสมาปัตติวาระหนึ่ง ส่วนสันติปัจจุบันของอุตุชรูปและ
อาหารชรูปมีกำหนดด้วยอุตุและอาหารอย่างหนึ่งที่มีสภาพเหมือนกัน แต่กรรมชรูปไม่มี
สันติปัจจุบันโดยเฉพาะ มีแต่อัทธาปัจจุบัน (ปัจจุบันโดยระยะกาล) ที่กำหนดด้วยภพหนึ่ง

ถามว่า : นามธรรมมีอัทธาปัจจุบันได้อย่างไร เพราะดำรงอยู่ได้ด้วยการประกอบ
กับชีวิตินทรีย์เจตสิก หากเป็นตามนี้ นามธรรมก็มีสันติปัจจุบันได้มิใช่หรือ

ตอบว่า : ลำดับแรกในนามธรรม วิปากจิตเหมือนกับกรรมชรูป เพราะเมื่อวิถีจิต
ไม่เกิดขึ้น วิปากจิตจักดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดชีพ แต่กุศลจิต อกุศลจิต และกิริยาจิต
อื่นย่อมเกิดขึ้นเพราะมีอารมณ์มาปรากฏ เมื่ออารมณ์ดับแล้ว แม้ไม่มีอารมณ์กระแสจิต
จำนวนมากที่รับรู้อารมณ์ซึ่งดับไปแล้วนั้นย่อมดำเนินไปด้วยอำนาจของชีวิตินทรีย์เจตสิก

อีกนัยหนึ่ง เนื้อความนี้กล่าวไว้ด้วยกระแสจิตที่เป็นไปไม่ขาดช่วงด้วยความเป็น
อนันตรปัจจัยตราบจนถึงการดับขันธ์ ดังพระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า

กิเลสสีส์ อวิชฺชา ปวตฺตสีสํ ชีวิตินฺทฺริยํ.๖

“อวิชชาเป็นผู้นำของกิเลส ชีวิตินทรีย์[ที่เป็นทั้งรูปและนาม] เป็นผู้นำของการ
เกิดรูปนาม”

(๑๘๘) ในคัมภีร์วิภาวณีกล่าวว่า “ชีวิตรูปตามรักษาโดยก่อให้เกิดกรรมชรูปที่เกิด
ร่วมกันซึ่งดำรงอยู่ชั่วขณะตามสมควร เพราะกรรมอย่างเดียวมิได้ทำให้กรรมชรูปดำรงอยู่
เสมอ เนื่องจากกรรมไม่มีอยู่ในปัจจุบันเมื่อเกิดรูปเหมือนอาหารเป็นต้นที่ทำให้อาหารชรูป
ดำรงอยู่ได้” โดยมุ่งหมายว่า “อาหารเป็นต้นทำให้อาหารชรูปเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ เพราะ
ปรากฏในปัจจุบันขณะ ส่วนกรรมทำให้เกิดกรรมชรูป แต่มิได้ทำให้กรรมชรูปดำรงอยู่
เพราะไม่ปรากฏในปัจจุบันขณะ การที่กรรมชรูปดำรงอยู่ชั่วขณะย่อมมีได้เพราะชีวิตรูป ตาม
รักษา” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะการที่รูปธรรมดำรงอยู่ชั่วขณะเป็นสภาพเนื่องด้วย
ปัจจัยที่เกิดร่วมกันในรูปกลาปหนึ่ง มิได้เนื่องด้วยปัจจัยที่ทำให้เกิดรูปขึ้นในรูปกลาปต่างกัน
มิฉะนั้นแล้วพระพุทธองค์ก็ควรตรัสว่าชรตารูปซึ่งเกิดในปฏิสนธิขณะเกิดจากเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka