ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
วิการรูปและลักขณรูปแม้จะไม่มีจริงโดยสภาวะ ก็จัดเข้าอยู่ในฝ่ายของรูปกลาป
นั้นๆ เพราะปรากฏในรูปกลาปดังกล่าว แต่ปริจเฉทรูปนี้มิใช่ฝ่ายของรูปกลาปใดๆ เพราะ
เป็นภายนอกโดยพ้นจากรูปกลาปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากมิได้เป็นธรรมที่มีจริงโดยสภาวะ
ปริจเฉทรูปนั้นจึงไม่กระทบกับรูปใดๆ ดังในพระบาลีตรัสว่า
อสผุฏฐ์ จตฺถุหิมหาภูเตหิ.๔
“[ปริจเฉทรูป]ไม่ถูกมหาภูตรูป ๔ กระทบแล้ว”
ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า “คำว่า ‘ไม่ถูกมหาภูตรูป ๔ กระทบ’ นี้ หมายเอา
อากาศคือท้องฟ้าที่ไม่กระทบกัน” โดยดำริว่า “มหาภูตรูปในรูปกลาปต่างกันซึ่งมีสภาพ
กระทบสัมผัสในวัตถุที่เป็นแท่งทึบได้กระทบกัน”
ส่วนในคัมภีร์มูลฎีกากล่าวว่า “อพยาปิกตา หิ อสผุฏฐตา.”๑๐ (การไม่ปะปนกัน
นั่นเทียว คือการไม่กระทบ) โดยมุ่งหมายว่า “คำนิเทศนี้มิใช่การอธิบายอัชฌากาศ แต่เป็น
การอธิบายปริจเฉทรูป และปริจเฉทรูปก็มีได้ในสิ่งที่เป้นแท่งทึบ มหาภูตรูปทั้งหลายใน
วัตถุดังกล่าวก็กระทบกันแน่นอน การที่มหาภูตรูปไม่ปะปนกัน จึงหมายถึงการไม่เข้าถึง
ความเป็นอันเดียวกัน ไม่กระทบกันในวัตถุนั้น”
โดยองค์ธรรม ปริจเฉทรูปได้แก่ธรรมที่เป็นช่วงว่างคือที่สุดของมหาภูตรูปที่อยู่
ในรูปกลาปต่างกัน ปริจเฉทรูปมีลักษณะกำหนดขอบเขตของรูปกลาป
๑๓. กายวิญัติ คือ รูปทำให้คนอื่นผู้ดำรงอยู่ต่อหน้ารับรู้ตนและความมุ่งหมาย
ของผู้มีรูปร่าง กล่าวคือ แสดงให้ปรากฏทางร่างกายที่เคลื่อนไหว ทั้งยังถูกคนอื่นรับรู้ได้
ทางร่างกายดังกล่าว
วจีวิญัติ คือ รูปทำให้คนอื่นผู้ดำรงอยู่ในคลองแห่งโสตรับรู้ตนและความมุ่งหมาย
ของผู้มีรูปร่าง กล่าวคือ แสดงให้ปรากฏด้วยเสียงที่เป็นคำเปล่งออก ทั้งยังถูกคนอื่นรับรู้
ด้วยเสียงดังกล่าว
อีกนัยหนึ่ง วิญัติ คือ รูปทำให้มหาชนรับรู้จิตของกันและกัน
กายวิญัติ คือ วิญัติที่เป็นไปทางร่างกายอันเป็นอวัยวะน้อยใหญ่มีรูปร่างสัณฐาน