Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ในพากย์นี้ คำว่า “จิตที่ได้รับอาเสวนปัจจัยแล้ว” แสดงการได้รับอาเสวนปัจจัย
จากชวนวิถีจิตมาก่อน เพราะประสงค์ชวนจิตดวงแรกที่ได้รับอาเสวนปัจจัย และพยางค์
หนึ่งที่ปรากฏชัดย่อมไม่สำเร็จด้วยชวนวาระหนึ่งวิถีเท่านั้น

ถามว่า : เหตุใดพยางค์หนึ่งที่ปรากฏชัดจึงไม่สำเร็จด้วยชวนวาระหนึ่งวิถี

ตอบว่า : เพราะควกล่าวพยางค์หนึ่งด้วยเวลาชั่วขณะดีดนิ้วหนึ่งหรือสองครั้ง
และชวนวิถีจิตย่อมเกิดขึ้นหลายแสนโกฏิขณะในช่วงเวลาดีดนิ้วคราวหนึ่ง สมจริงดังสารกว่า

เอกมตฺตา ตโย รสฺสา   ทุวิมตฺตา ทีฆมจุจเร
ติมตุโต ตฺ คีโต เถยฺโย   พยุญชนา อทฺถมตฺติกา.๑๖

“รัสสสระ ๓ ตัวมี ๑ มาตรา ทีฆสระมี ๒ มาตรา สระที่มี ๓
มาตราชื่อว่า คีโต พยัญชนะมีครึ่งมาตรา”

[ดู ปรมัตถทีปนี ปริจเฉทที่ ๘ ข้อ ๔๓]

ในคัมภีร์มิลินทปัญหากล่าวว่า

สาธิเก วีหิวาสเต วีหิพีชานิ เอกจุณรกษเณ อุปปนุนสส จิตตสส กลมปิ น อุปเปติ.
กลภาคมปิ น อุปเปติ.๑๗

“เมล็ดข้าวเปลือกในร้อยเล่มเกวียนกว่าย่อมไม่เท่ากับส่วนหนึ่ง ใน ๑๖ ส่วนของ
จิตที่เกิดในขณะดีดนิ้ว”

เมื่อบุคคลเปล่งเสียงพยางค์หนึ่ง ความขวนขวายของจิตในการเปล่งเสียงตลอด
กาลเพียงนั้นย่อมปรากฏ โดยสภาวธรรมบุคคลไม่อาจเปล่งเสียงหรือสดับโดยจำกัดว่าเรา
จะเปล่งเสียงเดียวหรือฟังเสียงเดียว เพราะแม้จะจำกัดเช่นนั้นก็มีการเปล่งเสียงหรือฟัง
เสียงหลายแสนครั้งโดยความเป็นเสียงก่อนและหลัง ผู้สำคัญว่าเป็นเสียงเดียวมีอยู่เพราะ
เขาถูกปิดบังด้วยสมมุติบัญญัติ (บัญญัติอาศัยหมู่) ฆนบัญญัติ (บัญญัติอาศัยกลุ่มก้อน) และ
สันตติบัญญัติ (บัญญัติอาศัยความต่อเนื่อง)

คำที่เหลือในที่นี้ มีนัยที่ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]กล่าวแล้วในกายวิญญัติตามสมควร

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka