ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในข้อนี้ คำว่า วิญตฺติ มีความหมายว่า “ให้รับรู้” เหมือนข้อความว่า กาเยน
วิญญาเปติ วาจาย วิญญาเปติ๑๗ (ให้รับรู้ทางกาย ให้รับรู้ทางวาจา) หรือมีความหมายว่า
“ทำให้เกิด” เหมือนข้อความในสุทินนกัณฑ์ ว่า ติกขตฺตุํ วิญญาเปติ๑๘ (ทำให้เกิดเมถุน
ธรรม ๓ ครั้ง) ส่วนในที่นี้ควรมีความหมายทั้งสองอย่าง หากเป็นตามนี้ก็มีการเกิดขึ้น
ของวิญญัติที่เป็นไปทางกายและวาจาสื่อสารทั้งหมดอันปราศจากความต้องการจะให้คน
อื่นรับรู้ ดังในคัมภีร์มูลฎีกากล่าวว่า
ปรํ โพเธตุกามตาย วินาปิ อภิกกมนาทิปุตตเนน โส จิตฺตสหภูวิกาโร อธิปปายํ
วิญญาเปติ. สยญฺจ วิญญายตีติ ทวิธาปิ วิญฺญตฺติเยว.๒๐
“อาการที่เกิดร่วมกับจิตยอมให้รับรู้ความมุ่งหมายหรือถูกคนอื่น รับรู้ได้ด้วย
การทำให้เกิดการก้าวไปเป็นต้นโดยปราศจากความต้องการจะให้คนอื่นรับรู้ ชื่อว่า วิญญัติ
โดยมีความหมาย ๒ นัย”
ในบรรดาวิญญัติรูปทั้งสองที่มีความหมายว่า “รูปทำให้รับรู้” กายวิญญัติย่อมถูก
รับรู้ได้ด้วยชวนวิถีทางมโนทวารอย่างเดียว หลังจากรับรู้สืบที่เคลื่อนไหวของอวัยวะน้อย
ใหญ่ด้วยจักขุวิญญาณวิถี และรับรู้อวัยวะน้อยใหญ่ที่เคลื่อนไหวด้วยกายวิญญาณวิถีแล้ว
ส่วนวจีวิญญัติย่อมถูกรับรู้ได้ด้วยชวนวิถีทางมโนทวารอย่างเดียว หลังจากที่รับรู้เสียงซึ่ง
เปล่งออกด้วยโสตวิญญาณวิถีแล้ว บุคคลจะรับรู้วจีวิญญัติด้วยชวนวิถีทางปัญจทวารไม่ได้
เพราะวจีวิญญัติทำให้คนอื่นที่รู้จักตนรับรู้จิตของผู้มีร่างกาย แต่ทำให้คนอื่นที่ไม่รู้จักตน
รับรู้ไม่ได้ เนื่องจากญาปกเหตุ (แสดงให้รู้) ย่อมทำให้คนที่รู้จักตนรับรู้ได้ แต่ทำให้คน
ที่ไม่รู้จักตนรับรู้ไม่ได้
ด้วยเหตุนั้น การรับรู้วิญญัติก่อนจึงเกิดแก่สัตว์ดิรัจฉานซึ่งเห็นร่างกายที่เคลื่อนไหว
กระทบสัมผัส หรือได้ยินเสียงแล้วรับรู้ความมุ่งหมายนั้นๆ ของผู้อื่นได้อีกด้วย เพราะ
ถ้าไม่มีการรับรู้วิญญัติก็รับรู้ความมุ่งหมายไม่ได้ การรับรู้ความมุ่งหมายของผู้รับรู้วิญญัติ
ย่อมไม่มีโดยปราศจากการรับรู้ที่เนื่องกับการหมายรู้มาก่อน [คือมีสัญญาเก่ารู้ว่าเสียงนั้น
หมายถึงอะไรจึงจะรู้ความหมายได้] ดังนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงประสงค์การหมายเอา
ความเกี่ยวกับการหมายรู้มาก่อนอีกด้วย