Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

พึงประกอบบทว่า ภูตรูป ๔ ปสาทรูป ๕ โครปรูป ๔ โดยไม่นับซ้ำกัน ภาวรูป ๒ และหทัยรูป ๑ รูป ๑๖ อย่างดังกล่าวพร้อมทั้งชีวิตรูปและอาหารรูป เป็นรูป ๑๘ อย่าง เช่นเดียวกันนี้ อนิปผันนรูป ๑๐ คือ ปริจเฉทรูป ๑ วิญัติรูป ๒ วิการรูป ๓ โดยไม่นับ ซ้ำกัน และลักขณรูป ๔ โดยประการดังนี้ รูปมี ๒๘ อย่างโดยองค์ธรรม

ในบรรดารูปเหล่านี้ รูปชนิดหลัง ๑๐ อย่างไม่ถูกปัจจัยทำให้เกิดขึ้น เพราะไม่มี จริงโดยสภาวะ จึงชื่อว่า อนิปผันนรูป

อีกนัยหนึ่ง อนิปผันนรูปที่แสดงไว้โดยย่อและพิสดารในพระอภิธรรม ไม่ควร กล่าวว่าไม่เกิดขึ้นโดยสภาวะ หรือไม่มีจริงโดยปรมัตถ์ เพราะมีอยู่โดยลักษณะปรมัตถ์ที่ สำเร็จโดยความเป็นสภาวะธรรมล้วนๆ เช่นนั้นโดยล่วงความสำเร็จด้วยบัญญัติ มิฉะนั้นแล้ว แม้นิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ซึ่งปราศจากลักษณะคือการเกิดขึ้น ก็ควรชื่อว่าไม่มีอยู่ โดยสภาวะและไม่มีจริงโดยปรมัตถ์ ดังนั้น รูป ๑๐ อย่างนี้จึงชื่อว่า อนิปผันนรูป เพราะ ปราศจากลักษณะคือการเกิดขึ้น หาใช่เพราะไม่มีโดยสภาวะ ข้อความดังกล่าวย่อมสมควร

อธิบายการจำแนกรูป

๑๘. ในการจำแนกรูป ลำดับแรกพระอนุรุทธอาจารย์ปรารภคำที่ขึ้นต้นว่า สพฺพญฺจ (อนึ่ง รูป ๒๘ อย่างทั้งหมดนี้ แม้มีอย่างเดียว คือไม่มีเหตุ มีปัจจัยปรุงแต่ง มีอาสวะ เป็น สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น เป็นโลกิยะ เป็นกามาวจร รับอารมณ์ไม่ได้ มิใช่สิ่งที่ควรละ แต่ก็ถึง การจำแนกได้หลายอย่างโดยประเภทแห่งรูปภายในและรูปภายนอกเป็นต้น) เพื่อแสดงนัย ที่กล่าวว่ารูปมีอย่างเดียวเช่นนี้ว่า รูป ๒๘ อย่างทั้งหมดตามที่แสดงไว้โดยย่อนี้ แม้มี อย่างเดียวโดยความไม่มีเหตุ มิใช่มี ๒ อย่างโดยจำแนกเป็นรูปที่มีเหตุและรูปที่ไม่มีเหตุ เช่นเดียวกันนี้ รูปมีอย่างเดียวโดยความมีปัจจัยปรุงแต่ง มิใช่มี ๒ อย่างโดยจำแนกเป็น รูปที่มีปัจจัยปรุงแต่งและรูปไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นต้น

(๑๙) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “พระอนุรุทธอาจารย์กล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า สพฺพญฺจ ปเนต์ เพื่อแสดงนัยที่กล่าวว่ารูปมีอย่างเดียวเป็นต้นตามที่แสดงไว้โดยย่อ” โดยดำริว่า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka