ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“แม้นัยที่รูปมีอย่างเดียวก็เป็นการจำแนกรูป” ข้อความนั้นไม่สอดคล้องกับข้อความใน
คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ เพราะพระอนุรุทธอาจารย์จักกล่าวว่า “[บัณฑิตทั้งหลาย]ย่อมจำแนก
รูป ๒๘ อย่าง โดยประเภทแห่งรูปภายในเป็นต้น ตามสมควร” ข้อความดังกล่าวแสดงว่า
การแจกแจงรูปภายในเป็นต้นเท่านั้นจึงเป็นการจำแนกรูป
ในประโยคนั้น รูปทั้งหมดไม่มีเหตุ เพราะปราศจากการประกอบกับเหตุ หมาย
ความว่า ไม่มีการจำแนกว่ารูปใดรูปหนึ่งมีเหตุ หรือรูปใดรูปหนึ่งไม่มีเหตุ
มีข้อความ[ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ]ว่า “มีปัจจัยปรุงแต่ง มีอาสวะ เป็นสิ่งที่
ถูกปรุงแต่งขึ้น เป็นโลกิยะ” แต่ควรมีลำดับความว่า “มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น
เป็นโลกิยะ มีอาสวะ” เพราะพบอย่างนั้นในพระบาลีและเป็นคู่เหมือนกัน๒๖ ส่วนคำอื่น [คือ
เป็นกามาวัจร รับอารมณ์ไม่ได้ มิใช่สิ่งที่ควรละ] แม้ไม่สอดคล้องกับลำดับในพระบาลีก็
สมควรเพราะไม่มีคู่เหมือนกัน
รูปที่เกิดร่วมกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดตน เรียกว่า สัปปัจจะ (มีปัจจัยปรุงแต่ง)
รูปที่ถูกปัจจัยรวมกันแล้วทำให้เกิดขึ้น เรียกว่า สังขตะ (เป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น)
รูปที่นับเนื่องในโลกคืออุปาทานขันธ์ ๕ เรียกว่า โลกิยะ (นับเนื่องในโลก)
รูปที่เกิดร่วมกับอาสวะที่เป็นไปปรารภตน เรียกว่า สาสวะ (มีอาสวะ)
รูปที่แม้เกิดในกระแสจิตของอนิฏฐพรหมก็เรียกว่า กามาวัจร เพราะนับเนื่อง
ในกามตัณหา เนื่องจากเป็นอารมณ์ของกามตัณหา
รูปไม่มีอารมณ์ใดๆ ที่ตนรับรู้ได้ เรียกว่า อนารัมมณะ (รับอารมณ์ไม่ได้)
สภาวธรรมใดแม้ถูกละได้[ชั่วขณะ]ด้วยความเพียรอื่น ก็ไม่ถูกละ[โดยสิ้นเชิง]
เมื่อยังมีมูลเหตุอยู่ เพราะจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน [หมายถึงแม้รูปพรหมจะไม่มีรูปด้วย
ความเพียรในอุปฌานที่คลายความยินดีในรูป ก็จะมาเกิดในปัญจโวการภูมิอกเมื่อยังมี
มูลเหตุคือตัณหาที่ยินดีในภพ] สภาวธรรมใดที่ยังละไม่ได้ก็ถูกละได้[โดยสิ้นเชิง]ในเมื่อ
ละเหตุแล้ว เพราะจะไม่เกิดขึ้นอีก [หมายถึงแม้ในปัจจุบันจะยังมีรูปอยู่ แต่ถ้ากำจัดตัณหา