ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ได้แล้วก็จะบรรลุนิพพานที่ไม่มีรูปเกิดขึ้น] สภาวธรรมนั้นมิใช่สิ่งที่ควรละ เพราะมิใช่ฐานะ แห่งความเพียร เพื่อละ รูปก็เป็นอย่างนี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อปปหาตพพเมว (มิใช่ สิ่งที่ควรละ) หมายความ ว่า ไม่ควรบำเพ็ญเพียรเพื่อละ เพราะมิใช่ฐานะ
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า อปปหาตพพะ เพราะละไม่ได้โดยปราศจากการละมูลเหตุ
[คำว่า อปปหาตพพ มาจาก น ศัพท์ + ป ศัพท์ + หา ธาตุ = ละ + ตพพ ปัจจัย ตาม นัยแรก ลง ตพพ ปัจจัยในอรรถอธหะ = ควร มีความหมายว่า “มิใช่สิ่งที่ควรละ” ตามนัยหลังลงใน อรรถสักกะ = สามารถ มีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่ละไม่ได้” หมายถึง หากปราศจากการละมูลเหตุ คือการละตัณหาแล้วก็ละรูปไม่ได้]
ถามว่า : หากเป็นตามนี้ พระดำรัสว่า รูป ภิกขุเว น ตุฆหก์. ต์ ปชหก. ต์ โว ปหิน์ ทีฆรตฺต์ อตฺถาย หิตาย สุขาย ภวิสฺสตี๒๗ (ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปนี้มิใช่ของเธอ จงละรูปนั้นเถิด รูปที่เธอละได้แล้วนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขตลอดราตรีกาล) ย่อม สมควรอย่างไร
ตอบว่า : พระดำรัสนั้นตรัสหมายเอาการละราคะที่มีรูปเป็นอารมณ์ ดังพระพุทธ- วจนะว่า
รูป โป ราธ โย ฉนฺโท, โย ราโค, ยา นนฺที, ยา ตณฺหา, ต์ ปชหก. เอวํ ต์ รูป์ ปหิน์ ภวิสฺสตี อุจุฉินนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวกตํ อายตีํ อนุปปาทธมุมํ.๒๘
“ดูกรราธะ ความปรารถนา ความกำหนัดเพลิดเพลินยินดีในรูป มีอยู่ เธอจงละ ความปรารถนา ความกำหนัดเพลิดเพลินยินดีในรูปนั้น เมื่อรูปถูกละได้อย่างนี้ จักมีราก ขาดไป ถูกทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่หวนกลับมามีอีก ไม่เกิดขึ้นต่อไป”
โปรดทราบนัยดังกล่าวในกุศลธรรมเป็นต้นอื่นซึ่งมิใช่ธรรมที่ควรละ
เอว (นั่นเทียว) ศัพท์[ใน อปปหาตพพเมว] พึงประกอบในบทก่อนๆ ในประโยค ว่า สพฺพญจ ปเนต์ เป็นต้น
[ตามหลักภาษา ท่านผู้แต่งมักประกอบ เอว ศัพท์ซึ่งทำหน้าที่ย้ำความ แปลตามศัพท์ว่า