ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“เท่านั้น น่นเทียว น่นเอง” ไว้ในบทสุดท้าย แต่ เอว ศัพท์ก็ติดตามไปประกอบในบทต้นๆ ได้เช่นกัน
การใช้คำในลักษณะนี้เรียกว่า อธิการนัย คือ การติดตามมาประกอบ ด้วยเหตุนี้ เอว ศัพท์ใน อปป-
หาตพฺพเมว = อปปหาตพฺพำ + เอว จึงติดตามไปประกอบกับบทหน้าทุกๆ บทเป็นรูปว่า อเหตุํ เอว,
สปปจจยํ เอว, สาสวํ เอว, สญฺขตํ เอว, โลกิยํ เอว, กามาวจร์ เอว, อนารมุมณํ เอว]
อิติ ศัพท์มีความหมายว่า “เบื้องต้น” หรือ “ประเภท” ทำหน้าที่รวบรวมนัยที่
ปรากฏในพระบาลีเป็นต้นว่า
นเหตุํ๒๙
“ไม่ชื่อว่าเหตุ”
เหตุวิปปยุตฺตํ๓๐
“ไม่ประกอบกับเหตุ”
อชฌตฺตกะ (ธรรมภายใน) คือ หมู่ธรรม[รูปนาม]ที่มีอยู่ภายในกายของบุคคลนั้นๆ
อชฌตฺติกะ (ธรรมที่ประจักษ์ในหมู่ธรรมภายใน) คือ หมู่ธรรม ๖ อย่างมีจักขุ-
ประสาทเป็นต้นพร้อมทั้งจิตที่ตัณหายึดมั่น โดยมีรูปวิเคราะห์ว่า ธรรมที่ประจักษ์ในธรรม
ภายใน ชื่อว่า อชฌตฺติกะ
ธรรมดังกล่าวเรียกว่า อชฌตฺตชฌตฺตกะ (ธรรมภายในแท้) ส่วนรูปธรรมมีรูปารมณ์
เป็นต้นและนามธรรมมีผัสสะเป็นต้นเหล่านี้ได้ชื่อว่า พาหิระ (ธรรมภายนอก) เพราะมี
ความยึดมั่นด้วยตัณหาน้อยกว่าธรรมภายใน เปรียบดั่งแก้วมณี ทองคำ หรือเงินย่อมถูก
มหาชนในโลกฝังไว้นอกเรือน ส่วนกระจาด กระดัง หม้อ หรือจานย่อมถูกเก็บไว้ในเรือน
บุคคลย่อมจะสละของอย่างหลังแล้วรักษาของอย่างแรก แก้วมณีเป็นต้นจึงเรียกว่า สมบัติ
ภายใน เพราะมีตัณหายึดมั่นแน่นแฟ้น ส่วนของอย่างหลังเรียกว่า สมบัติภายนอก ข้อนี้ก็
มีอุปไมยฉันนั้น
ความเป็นจริงในเรื่องนี้ ถ้าบุคคลทำได้ก็จะสละธรรมคือรูปารมณ์และผัสสะเป็นต้น
ทั้งหมดแล้วรักษาจักขุประสาทเป็นต้นทั้ง ๖ การที่รูปธรรมกับนามธรรมเป็นธรรมภายใน