ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ถามว่า : เพราะเหตุใด
ตอบว่า : เพราะถูกยึดมั่นด้วยความเป็นไปเสมอในกระแสจิตของเหล่าสัตว์
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กมฺมช์ อุปาทินนรูป (รูปที่เกิดจากกรรม ชื่อว่า
อุปาทินนรูป)
อุปาทินนรูป คือ รูปที่ถูกตัณหาทิฏฐิยึดมั่นด้วยนัยว่า “รูปนี้ของเรา” เป็นต้น ส่วน
ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า
ตณฺหาทิฏฐีหิ อุปเตน กมฺมุนา อตฺตโน ผลภาเวน อาทินุห์ คหิตํ.๓๓
“อุปาทินนรูป คือ รูปที่ถูกกรรมที่ประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดเอาโดยความเป็นผ
ของตน”
[คำว่า อุปาทินน มีความหมาย ๒ ประการ คือ
- รูปที่ถูกตัณหาทิฏฐิยึดมั่น = ตณฺหาทิฏฐีหิ ภุสํ อาทิยตีติ อุปาทินนํ (อุเป ศัพท์มีอรรถ
ว่า ยิ่ง)
- รูปที่ถูกกรรมที่ประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดเอาโดยความเป็นผล = ตณฺหาทิฏฐีหิ อุปเตน
กมฺมุนา ผลภาเวน อาทิยตีติ อุปาทินนํ (อุเป ศัพท์มีอรรถว่า ประกอบ)]
๒๕. สนิทสสนรูป (รูปที่เห็นได้) คือ รูปที่เป็นไปร่วมกับสภาพที่ถูกเห็น
คำว่า นิทำสสนะ คือ สภาพที่เห็นได้ด้วยจักขุวิญญาณ
สภาพที่เห็นได้ด้วยจักขุวิญญาณแม้มีสภาวะไม่ต่างกัน[กับรูปารมณ์คือสี] ก็กล่าวไว้
ให้เหมือนต่างกัน หากเป็นตามนี้ การรู้ข้อความพิเศษ[คือหน้าที่ของรูปารมณ์]จึงมีได้
[สภาพที่เห็นได้ด้วยจักขุวิญญาณ ก็คือรูปารมณ์นั่นเอง สนิทสสนรูป จึงหมายถึงรูปารมณ์
ที่เห็นได้ด้วยจักขุวิญญาณ แม้คำว่า สนิทสสนรูป และ รูปารมณ์ จะหมายถึงรูปารมณ์เหมือนกันก็
กล่าวไว้สองชื่อเหมือนทำให้ต่างกัน เพื่อแสดงข้อความว่าหน้าที่ของรูปารมณ์คือสภาพที่เห็นได้ด้วย
จักขุวิญญาณ]