Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อีกนัยหนึ่ง คำว่า นิหัสสนะ คือ หน้าที่ของจักขุวิญญาณ

[คำว่า นิหสฺสน มีความหมาย ๒ ประการ คือ

- สภาพที่เห็นได้ หมายถึง หน้าที่ของรูปารมณ์ = นิหสฺสนสฺส ภาโว นิหสฺสนํ (อนัตต-โลปสมาส)

- การเห็น หมายถึง หน้าที่ของจักขุวิญญาณ = นิหสฺสิยเต นิหสฺสนํ (ภาวสาธนะ)]

สนิหัสสนรูป (รูปที่เห็นได้) คือ รูปที่เป็นไปร่วมกับการเห็น

๒. พึงประกอบบทว่า รูป ๕ อย่าง คือ ปสาทรูป ๒ มีจักขุประสาทเป็นต้นรับอารมณ์ด้วยการไม่สัมผัสวัตถุ และปสาทรูป ๓ มีฆานประสาทเป็นต้นรับอารมณ์ด้วยการสัมผัสวัตถุ ชื่อว่า โคจรคาทิกรูป (รูปที่รับอารมณ์ได้)

อารมณ์ที่สัมผัสวัตถุ คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นแนบชิดกับปสาทรูป

อารมณ์ที่ไม่สัมผัสวัตถุ คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นพ้นจากวัตถุแม้เพียงปลายผม

ถามว่า : เหตุใดจักขุประสาทเป็นต้น ๒ อย่างจึงรับอารมณ์ที่ไม่สัมผัสวัตถุและฆานประสาทเป็นต้น ๓ อย่างรับอารมณ์ที่สัมผัสวัตถุ

ตอบว่า : เพราะมีเหตุปัจจัยต่างกัน หมายความว่า แสงสว่างเป็นเหตุให้จักขุ-ประสาทรับรู้รูป และอากาศเป็นเหตุให้โสตประสาทรับรู้เสียง ถ้าจักขุประสาทกับรูปเกิดขึ้นแนบชิดกัน เครื่องอุปถัมภ์คือแสงสว่างย่อมไม่ได้โอกาส ถ้าโสตประสาทกับเสียงเกิดขึ้นแนบชิดกัน เครื่องอุปถัมภ์คืออากาศก็ไม่ได้โอกาสเช่นกัน

ส่วนวาโยธาตุ อาโปธาตุ และปฐวีธาตุเป็นเหตุให้ฆานประสาทเป็นต้น ๓ อย่างรับรู้กลิ่น ฯลฯ วาโยธาตุคือลมในจมูกที่สูดกลิ่น เป็นเหตุให้กลิ่นสัมผัสวัตถุ อาโปธาตุคือน้ำที่เปียกกลิ้น เป็นเหตุให้รสสัมผัสวัตถุ เพราะรสแผ่ซ่านสู่ลิ้นที่แห้งไม่ได้ และปฐวีธาตุก็เป็นเหตุให้เกิดการกระทบ เพราะแสงสว่างหรือธุลีที่อาศัยของปฐวีธาตุซึ่งอ่อนกำลัง แม้สัมผัสกายก็ไม่กระทบกายประสาท

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka