Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

โดยประการดังนี้ ปสาทรูปรับรู้อารมณ์ต่างกันด้วยการสัมผัสหรือไม่สัมผัสวัตถุ
เพราะมีเหตุปัจจัยต่างกัน

ในบรรดารูปเหล่านั้น ลำดับแรก การที่จักขุประสาทรับเอาอารมณ์ที่ยังไม่สัมผัส
[วัตถุ]ย่อมประจักษ์ชัดเจน เพราะจักขุประสาทไม่เห็นสีตาหรือโคนคิ้วที่อยู่ใกล้ แต่เห็นสีที่
ใหญ่โตมีดวงจันทร์เป็นต้นหรือสีที่ถูกปิดบัง มีแก้วผลึกเป็นต้นในที่ไกลได้ ทั้งการกำหนด
ทิศทางของจักขุประสาทก็ปรากฏชัด

ถามว่า : โสตประสาทรับเอาอารมณ์ที่ยังไม่สัมผัส[วัตถุ] ย่อมปรากฏอย่างไร
เพราะเสียงแต่ที่ไกลต้องใช้เวลานานจึงจะได้ยิน ทั้งเสียงที่เกิดทางทิศตะวันตก เมื่อมีพระเจดีย์
ใหญ่เป็นต้นคั่นอยู่ ก็ได้ยินทางทิศใต้บ้าง ทิศเหนือบ้าง หรือไม่ได้ยินบ้าง

ตอบว่า : กลุ่มเสียงที่เกิดขึ้นปรากฏชัดแก่คนที่ยืนอยู่ใกล้ตั้งแต่คนแรกจนถึง
คนสุดท้ายตามลำดับ และกำลังของการกระทบ[ที่โสตประสาท]ก็มีกำลัง ชวนวิถีจิตที่รับรู้ว่า
เราฟังอยู่ ย่อมดำเนินไปอย่างรวดเร็วต่อเนื่องไม่ขาดช่วง ส่วนคนที่ยืนอยู่ไกลจะมีกำลัง
กระทบน้อย จึงไม่ปรากฏชัดในเบื้องแรก จะชัดเจนได้โดยความเป็นกลุ่มเสียงในท่ามกลาง
หรือที่สุด ต่อเมื่อผ่านไปนานชวนวิถีจิตที่รับรู้จึงจะดำเนินไปได้ พวกเขาจึงสำคัญว่าได้ยิน
เสียงเบาหรือใช้เวลานานกว่าจะได้ยิน

เสียงย่อมดำเนินไปตามธาตุที่อาศัยต่อๆ มา เมื่อดำเนินไปอยู่เช่นนี้ได้ดำรงอยู่ใน
ที่แผ่ไปแล้ว จึงกระทบโสตประสาทนับพันของคนฟังที่ยืนอยู่ในที่สามารถได้ยินเสียง เมื่อ
มีเจดีย์ใหญ่เป็นต้นคั่นอยู่ ย่อมมากกระทบโสตประสาทจากที่แผ่ไปทางด้านทิศใต้หรือทิศเหนือ
ซึ่งมีอากาศเป็นช่องโดยตรง ถ้าเสียงเบามากก็ไม่ถูกได้ยินบ้าง เมื่อเสียงดำเนินไปอยู่เช่นนี้
ย่อมไม่เกิดขึ้นแนบชิดที่โสตประสาท จึงไม่สัมผัสวัตถุ ส่วนเสียงที่เกิดขึ้นแนบชิด[กับโสต-
ประสาท] บุคคลจะได้ยินไม่ได้ ถ้าเสียงสัมผัสวัตถุได้ เสียงภายในท้องก็ถูกได้ยินทางข้างนอก
ไม่ได้เหมือนกลิ่นภายในท้องที่รับรู้ทางภายนอกไม่ได้ และการกำหนดทิศทางของเสียงก็มี
ไม่ได้เหมือนกลิ่น[ที่บุคคลกำหนดทิศทางได้]

(๑๙๕) ในคัมภีร์วิภาวนีพิจารณาว่า “ถามว่า : จักขุประสาทกับโสตประสาททั้งสอง
รับเอาอารมณ์โดยเคลื่อนไปสู่สถานที่เกิดอารมณ์หรือ ตอบว่า : หากเป็นตามนั้น รูปและ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka