ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า อาหาโร (อาหาร) คือสารอาหารนั่นเอง
๓๐. อรูปาวจรกุศลที่เป็นภาวนาอันคลายความยินดีในรูป ย่อมไม่ก่อให้เกิด
กรรมชรูป ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปญฺจวีสติวิธิปิ (จิตที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมซึ่ง
ถูกปรุงแต่ง ๒๕ ดวงคือ กามาวจรจิต ๒๐ และรูปาวจรจิต ๕)
คำว่า อภิสงขตํ (ซึ่งถูกปรุงแต่ง) คือ ถูกกระทำเป็นพิเศษในกาลที่ผ่านมาแล้ว
เพื่อทำให้เกิดรูปในกาลอื่น
มีข้อความ[ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ]ว่า อชฺฌตฺติกสนุตาเน (ในกระแสจิต
ภายใน) แต่พระอนุรุทธอาจารย์ควรกล่าวว่า อชฺฌตฺตสนุตาเน (ในกระแสจิตภายใน)
อีกนัยหนึ่ง พึงทราบความหมายของ อิก ปัจจัยว่า คำว่า อชฺฌตฺติกกะ คือ ภายใน
นั่นแหละ
[ตามปฐมนัย ควรมีรูปว่า อชฺฌตฺตสนุตาเน เพราะคำว่า อชฺฌตฺติก อาจมีความหมายอื่น
ว่า “เกิดในภายใน” ตามทุติยณัยรูปว่า อชฺฌตฺติก ก็มีความหมายว่า “ภายใน” ได้ มีรูปวิเคราะห์ว่า
อชฺฌตฺตเมว อชฺฌตฺติกํ โดยลง อิก ปัจจัยในอรรถสกัตถ์ที่ไม่มีความหมายใดๆ]
คำว่า ปฏิสนฺธิมุปทาย (นับแต่ปฏิสนธิเป็นต้นมา) มีความหมายว่า นับตั้งแต่
ขณะเกิดปฏิสนธิจิต
คำว่า ขเณ ขเณ (ทุกๆ ขณะ) คือ ในขณะ ๓ ของจิตดวงหนึ่งๆ
แต่อาจารย์อานันทเถระกล่าวการเกิดขึ้นของรูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ทั้งหมดใน
อุปปาทขณะของจิตดวงหนึ่งๆ และกล่าวความดับของรูปดังกล่าวในภังคขณะ ท่านเห็น
ว่ารูปที่เกิดจากสมุฏฐาน ๔ ทั้งหมดย่อมเกิดขึ้นในอุปปาทขณะอย่างเดียว ไม่เกิดใน
ภังคขณะ ดังพระพุทธวจนะว่า
ยสฺส วา ปน สมุทฺยสจฺจํ นิรุชฺฌติ, ตสฺส ทุกขสจฺจํ อุปปชฺชตีติ. โน.๓๔
“ถามว่า : อีกนัยหนึ่ง สมุทยสัจของบุคคลใดดับอยู่ ทุกขสัจของบุคคลนั้นเกิดอยู่
หรือ ตอบว่า : หามิได้”