ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เช่นเดียวกันนี้ รูปที่เกิดจากสมุฏฐาน ๔ ย่อมดับไปในภังคขณะ มิได้ดับไปใน
อุปปาทขณะ ดังพระพุทธวจนะว่า
ยสฺส กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อุปปชฺชนฺติ, ตสฺส อพยากตา ธมฺมา นิรุชฺชนฺตีติ.
โน.๓๕
“ถามว่า : กุศลธรรมกับอกุศลธรรมเกิดแก่บุคคลใด อพยากตธรรมของบุคคล
นั้นดับอยู่หรือ ตอบว่า : หามิได้”
ถามว่า : ยมกทั้งสองข้างต้นตรัสหมายเอารูปภูมิ เพราะรูปทั้งหลายย่อมเกิด
ขึ้นในภังคขณะของจิตบ้าง ย่อมดับไปในอุปปาทขณะบ้างมิใช่หรือ
ตอบว่า : ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะหากเป็นตามนี้ พระผู้มีพระภาคก็ควรจะแสดง
คำถามที่บริบูรณ์ว่า
ถามว่า : อีกนัยหนึ่ง สมุทัยสัจของบุคคลใดดับอยู่ ทุกขสัจของบุคคลนั้นเกิด
อยู่หรือ ตอบว่า : สมุทัยสัจของบุคคลนั้นดับอยู่ในขณะดับตัณหาในรูปภูมิ แต่ทุกขสัจของ
บุคคลนั้นไม่เกิดอยู่ สมุทัยสัจย่อมดับและทุกขสัจย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นในขณะดับตัณหาใน
ปัญจโวการภูมิ
และในที่อื่นก็ควรจะแสดงว่า
ถามว่า : กุศลธรรมกับอกุศลธรรมเกิดแก่บุคคลใด อพยากตธรรมของบุคคล
นั้นดับอยู่หรือ ตอบว่า : กุศลธรรมย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นในขณะเกิดกุศลในรูปภูมิ แต่
อพยากตธรรมของบุคคลนั้นไม่ดับอยู่ กุศลธรรมย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นในขณะเกิดกุศลใน
ปัญจโวการภูมิ และอพยากตธรรมย่อมดับไป
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสปฏิเสธอย่างเดียวว่า “หามิได้” ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ายมก
ทั้งสองนี้มิได้ตรัสหมายเอารูปภูมิ
ถามว่า : ยมกทั้งสองนี้ตรัสหมายเอาจิตตชรูปหรือ