ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวเช่นนั้น เพราะไม่มียมกอื่นที่ปฏิเสธการรวมเอากรรมชรูป
และมีความเหมาะสมเช่นนั้น ดังพระพุทธวจนะว่า
ยสฺส วา ปน ยตฺถ มนินฺทริยํ น อุปปชฺชติ. ตสฺส ตตฺถ ชีวิตินฺทริยํ น อุปปชฺชตีติ.
อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มนินฺทริยํ น อุปปชฺชติ. โน จ เตสํ ตตฺถ ชีวิตินฺทริยํ น อุปปชฺชติ.
สพฺเพสํ จวนตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงกกิจฺเน เตสํ ตตฺถ มนินฺทริยญฺ จ น อุปปชฺชติ.
ชีวิตินฺทริยญฺ จ น อุปปชฺชตี.๓๖
“ถามว่า : อีกนัยหนึ่ง มนินทรีย์ไม่เกิดอยู่แก่บุคคลใดในภูมิใด ชีวิตินทรีย์ไม่เกิด
อยู่แก่บุคคลนั้นในภูมินั้นหรือ ตอบว่า : มนินทรีย์ไม่เกิดอยู่แก่อสัญสัตว์บุคคลในอสัญญา-
สัตว์ภูมิ แต่ชีวิตินทรีย์เกิดอยู่แก่อสัญสัตว์ในอหญ๋สัตว์ภูมิโดยแท้ ส่วนมนินทรีย์และ
ชีวิตินทรีย์ไม่เกิดอยู่แก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยภังคขณะในภูมินั้น คือในปวัตติกาลของบุคคล
ผู้จุติอยู่ทั้งหมด และในภังคขณะแห่งจิต”
ในพระบาลีนี้ พระดำรัสว่า “แก่อสัญสัตว์บุคคล”หมายถึงชีวิตินทรีย์ที่เป็นรูปธรรม
ถ้านินทรีย์พึงเกิดแก่จิตได้ในภังคขณะ พระพุทธองค์ก็ควรตรัสไว้ในประโยคแรกว่า
มนินทรีย์ไม่เกิดอยู่แก่อสัญสัตว์บุคคลในอสัญญาศัตว์ภูมิในภังคขณะในปวัตติกาล
แต่ชีวิตินทรีย์เกิดอยู่แก่อสัญสัตว์บุคคลในอสัญญาศัตว์ภูมิโดยแท้
และประโยคหลังก็ควรตรัสว่า
[ส่วนมนินทรีย์และชีวิตินทรีย์ไม่เกิดอยู่แก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยภังคขณะเหล่านั้นในภูมิ
นั้น]ผู้จุติอยู่ทั้งหมด [โดยไม่มีข้อความว่า ในภังคขณะแห่งจิต]
ถามว่า : พระดำรัสในประโยคหลังตรัสหมายเอาชีวิตินทรีย์ที่เป็นนามมิใช่หรือ
ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะไม่มีพระดำรัสอื่นในคัมภีร์ยมกแสดงไว้
อย่างนั้น และในฐานะที่เป็นวิสัยของพระสัพพัญญู จึงควรตัดสินตามความเหมาะสมใน
พระบาลีที่ชัดเจนโดยเทียบเคียงพระบาลีอื่น