Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

รูปธรรมมักเป็นไปช้า นามธรรมเป็นไปเร็ว ทั้งฐิติขณะโดยเฉพาะของนามธรรม
ย่อมไม่มี กระแสขณะของรูปธรรมกับนามธรรมจึงต่างกัน รูปธรรมทั้งหมดกอปรด้วยขณะ
เกิดขึ้นของตนที่มีช่วงเวลาขณะจิตหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้นทุกๆ ขณะอย่างต่อเนื่อง และเพราะ
ธรรมทั้งสองเกิดร่วมกันตั้งแต่ขณะปฏิสนธิ เบื้องต้นคือการเกิดขึ้นที่สุดคือการดับไปจึง
เกิดร่วมกันตลอดชีวิต ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นของอาจารย์อานันทเถระ

พระบาลีมกมีอรรถะและพยัญชนะมากมาย ทั้งความมุ่งหมายของพระศาสดาก็
สุขุมลุ่มลึก เมื่อใคร่ครวญดีแล้วจึงตัดสินข้อความ ไม่พึงวินิจฉัยพระดำรัสในคัมภีร์ยมกที่
พบเห็นด้วยการประกอบความตามสมควร[แก่ฐานะ]โดยดำริว่า “การประกอบตามสมควร
[แก่ฐานะ]เป็นปกติของคัมภีร์ยมก” แล้วยืนยันความเห็นของตน

๓๑. อรูปาวจรกุศลที่เป็นภาวนาพิเศษในการคลายความยินดีในรูป ย่อมไม่ก่อ
ให้เกิดผลปฏิสนธิที่กอปรด้วยรูปในอรูปภูมิ แต่ก่อให้เกิดนามธรรมล้วนๆ ดังนั้น จิต ๔๖
ดวงทั้งหมดที่เกิดในภูมินั้นจึงก่อให้เกิดรูปไม่ได้ เพราะไม่มีกระแสรูปโดยสิ้นเชิง

ส่วนอรูปวิปากจิตย่อมเกิดขึ้นแน่นอนในอรูปภูมิ พระอนุรุทธาจารย์จึงถือเอา
อรูปวิปากจิตเท่านั้น ดังคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

อญฺญานิปิ พหูนี อารุปเป อุปปุนนานิ อโภกาสตฺตา รูปี น สมฺภูวาเปนฺติ.๓๗

“จิตอื่นเป็นอันมากที่เกิดในอรูปภูมิ ย่อมไม่ก่อให้เกิดรูปเพราะมิใช่ฐานะ”

ในพากย์นั้น คำว่า “มิใช่ฐานะ” คือ ความไม่มีกระแสรูปที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก

(๑๙๖) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวเหตุว่า “[อรูปวิปากจิตไม่ก่อให้เกิดรูป]เพราะเหตุ
[คือกรรม]ห่างไกลจากรูปนั้น เนื่องจากเกิดจากภาวนาที่คลายความยินดีในรูป” เหตุนั้นไม่
สมควร เพราะพบว่าโลุตตรวิปากจิตที่เกิดจากมรรคอันเป็นภาวนาที่คลายความยินดีใน
รูปนามก็ก่อให้เกิดรูปได้ในเมื่อมีโอกาสส่งผลให้เกิดรูป

ทวิปัญจวิญญาณที่มีกำลังน้อยเพราะปราศจากองค์ฌาน ย่อมก่อให้เกิดรูปไม่ได้
ดังนั้น พระอนุรุทธาจารย์จึงไม่รวมเอาทวิปัญจวิญญาณเข้าไว้

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka