ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ส่วนจิตอื่นเหล่านี้ คือปฏิสนธิติดที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร ๑๕ ดวง กับจุติจิต
ที่ปรินิพพานของพระขีณาสพ ย่อมก่อให้เกิดรูปไม่ได้ แต่จิตทั้งหมดนั้นก่อให้เกิดรูปได้ใน
เวลาเกิดภวังคจิตและในเวลาจุติของผู้ที่มิใช่พระขีณาสพ ดังนั้น พระอนุรุทธอาจารย์จึงไม่
รวมเอาจิตดังกล่าวเข้าไปในที่นี้
(๑๙๗) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “ปฏิสนธิติดและจุติจิต ไม่ใช่จิตต่างกันเพราะ
นับเข้าในภวังคจิต ๑๙ ดวง จึงไม่ยกเว้นจิตเหล่านั้น” ในพากย์นั้น ท่านไม่ควรกล่าวว่า
“ภวังคจิต ๑๙ ดวง” เพราะอรูปวิปากจิตถูกเว้นมาแล้ว
ถามว่า : เหตุใดปฏิสนธิจิต ๑๕ ดวงตามที่กล่าวมาแล้วจึงก่อให้เกิดรูปไม่ได้
ในขณะปฏิสนธิ
ตอบว่า : เพราะมีกำลังน้อย ความจริงจิตได้รับปัจจัยบริบูรณ์ในขณะเกิดขึ้น
เท่านั้นจึงมีกำลังมาก[ในอุปปาทขณะ] ส่วนรูปได้รับปัจจัยบริบูรณ์ในขณะตั้งอยู่จึงมีกำลัง
มาก[ในฐิติขณะ] ดังนั้น แม้จิตจะเกิดในขณะที่ตนมีกำลังมากก็มีกำลังน้อยเพราะเกิดอาศัย
หทัยวัตถุที่มีกำลังน้อย ปฏิสนธิติดทั้งหมดจึงก่อให้เกิดรูปไม่ได้ในกาลนั้น
ปัจจัยบางอย่างมีอนันตรปัจจัยและอาเสวนปัจจัยเป็นต้น ย่อมแผ่ไปในขณะที่จิต
เกิดขึ้น ส่วนอุตุและอาหารพร้อมทั้งธรรมที่เป็นปุฉชาชาตปัจจัยอุปถัมภ์รูปอยู่ ย่อมแผ่ไป
ในขณะที่รูปตั้งอยู่ ดังนั้น จิตและรูปจึงได้รับปัจจัยบริบูรณ์ในขณะเกิดขึ้นและขณะตั้งอยู่
ตามลำดับ
(๑๙๘) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวเหตุว่า “ปฏิสนธิจิตย่อมไม่ก่อให้เกิดรูป เพราะ
อาศัยหทัยวัตถุที่อ่อนกำลังปราศจากปัฉชาชาตปัจจัยและไม่มีอาหารเป็นต้นอุปถัมภ์ และ
ดำรงอยู่ได้ด้วยรูปที่เกิดจากกรรมโดยแทนฐานะของจิตตชรูป” ในพากย์นั้น คำว่า “ปราศจาก
ปัฉชาชาตปัจจัย” นี้ บัณฑิตพึงใคร่ครวญเพราะพระอนุรุทธอาจารย์จักกล่าวว่าอุตุอันปราศจาก
ปัฉชาชาตปัจจัยย่อมก่อให้เกิดรูปได้ในฐิติขณะของปฏิสนธิจิต โดยแท้จริงแล้ว จิตดวงหลัง
ไม่มีอยู่ไม่อาจเป็นปัฉชาชาตปัจจัยแก่รูปใดรูปหนึ่งที่ตั้งอยู่ในขณะเกิดจิตดวงก่อน เพราะ
ปัฉชาชาตปัจจัยเป็นส่วนหนึ่งของอัตถิปัจจัย (ปัจจัยที่มีอยู่)