ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[คนที่ไม่มีลมหายใจเข้าออก คือ ผู้ที่อยู่ในครรภ์มารดา คนดำน้ำ คนสลบ คนเข้าจตุถฌาน
คนเข้านิโรธสมาบัติ และพรหมผู้อยู่ในรูปภูมิและอรูปภูมิ]
ในคัมภีร์อนุฎีกากล่าวว่า
ตสฺมี ปาเจ “เตสํ วจนฺตานํ โน จ กายสงฺขาโร นิรุชฺฌตึ” วจ นํ เกวลํ จุตึ
จิตฺตสฺเสว รูปสมุฏฺฐาปนาภาว์ สาเธติ, อถ โข ตโต ปุริมานํ สพฺเพสํ มรณสนฺนจิตฺตานํ
รูปสมุฏฺฐาปนาภาวมฺปิ สาเธติเยวาติ ทีเปติ. จุติจิตฺตสฺมึ หิ กายสงฺขารสฺส นิโรเธ ปฏิลัทฺเธ
ตโต ปุพฺเพ ยาว สตฺตรสมจิตฺตา เอตถณตเร ตสฺส อุปปาทโปปิ ปฏิลทฺโถ เอว โหติ.๔๓
“ในพระบาลีนั้น พระดำรัสว่า ‘กายสังขาร[ลมหายใจเข้าออก] ของผู้จุติอยู่นั้น
จักไม่ดับไป’ ไม่ใช่แสดงว่าจุติจิตเพียงอย่างเดียวย่อมไม่ก่อให้เกิดรูป แต่ยังแสดงว่าจิตใน
มรณสันนวิถี (วิถีจิตในขณะใกล้เสียชีวิต) ที่เกิดก่อนจุติจิตทั้งหมดนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดรูป
เพราะเมื่อพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธการเกิดขึ้นของลมหายใจเข้าออกในจุติจิต ก็นับว่า
ปฏิเสธการเกิดขึ้นของลมหายใจเข้าออกในระหว่างนี้ตั้งแต่นก่อนจุติจิตจนถึงจิตดวงที่ ๑๗”
ข้อความทั้งหมดนั้นพึงใคร่ครวญ เพราะกายสังขารคือลมหายใจเข้าออกที่เป็น
รูปธรรมหยาบยิ่งนัก จึงไม่ควรรว่าจุติจิตไม่ก่อให้เกิดสุขุมรูปอื่น โดยอ้างอิงพระดำรัส
ที่ตรัสความดับของลมหายใจเข้าออกในจุติจิต
ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์อนุฎีกานั้นว่า
น หิ รูปสมุฏฺฐาปปกติจิตฺตสฺส คพฺภคมนาทิวินพฺพฺถาภาเว กายสงฺขาราสมุฏฺฐาปนํ
อตุถิ.๔๔
“จิตที่ก่อให้เกิดรูปย่อมทำให้เกิดลมหายใจเข้าออกได้ในเมื่อไม่มีเหตุขัดขวาง
เช่นการอยู่ในครรภ์มารดา”
ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะการอยู่ในครรภ์มารดาเป็นต้นควรเป็นสารกกของ
ข้อความว่า จุติจิตแม้ไม่ก่อให้เกิดลมหายใจเข้าออกอันเป็นรูปหยาบ แต่ก่อให้เกิดสุขุมรูป
อื่นได้