ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “และผู้ที่จุติแล้วก็ไม่ควรมีรูปที่เกิดจากจิต” ข้อความ
นั้นไม่สมควร เพราะการเกิดจิตตรูปชั่วขณะเล็กน้อยถัดจากจุติจิตก็ควรจะมีได้
ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “นอกจากนี้ พระบาลีที่ตรัสว่าจุติจิตก่อให้เกิดรูป
ได้ก็ไม่ปรากฏ” ในข้อนั้นควรกล่าวได้ว่าแม้พระบาลีไม่มีคำปฏิเสธว่าจุติจิตก่อให้เกิดรูป
ไม่ได้นอกจากปฏิเสธความดับของลมหายใจเข้าออก
ความชอบด้วยเหตุผลพึงมีได้ว่า รูปธรรมมีกำลังน้อยเพราะมีเหตุปัจจัยน้อย [คือ
ไม่ได้รับปัฉชาชาตปัจจัย] และเป็นไปช้าในขณะจิตดวงแรกของปฏิสนธิกาลเบื้องต้น ฉันใด
แม้ในมรณกาลที่สุดก็มีกำลังน้อยเพราะหมดเหตุปัจจัยหรือใกล้จะดับ ฉันนั้น ด้วยเหตุนี้
จึงรู้ได้ว่าปฏิสนธิจิตที่อาศัยเบื้องต้นของหทัยวัตถุและจุติจิตอันอาศัยที่สุดของหทัยวัตถุมี
กำลังน้อยเสมอกัน
ในคัมภีร์วิภาวนีและอภิธัมมัตถวิกาสินีสำคัญว่า[ข้อความของพระฎีกาจารย์] ไม่
สอดคล้องกับพระบาลี[สังขารยมกที่กล่าวข้างต้น] จึงมิได้พิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียง
แต่แสดงนัยที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ฎีกาเท่านั้น
คำว่า ปฐมภงคุมปาทาย (นับแต่ภวังคจิตดวงแรกเป็นต้นมา) มีความหมายว่า
นับแต่การเกิดขึ้นของภวังคจิตดวงแรก
คำว่า ชายนุตเมว (เมื่อเกิดขึ้น) มีความหมายว่า เมื่อเกิดขึ้นในอุปปาทักขณะ
มิใช่เมื่อตั้งอยู่หรือดับไป ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]ได้กล่าวเหตุมาแล้ว
[จิตมีกำลังมากในอุปปาทักขณะ เพราะได้รับเหตุปัจจัยบริบูรณ์ในขณะนั้น]
๓๒. คำว่า ตตฺถ คือ บรรดาดิต ๗๕ ดวงนั้น
คำว่า อุปปนาชวน์ คือ อัปปนาชวนจิต ๒๖ ดวงยกเว้นอภิญญาจิต ๒ ดวง
คำว่า อิริยาปถ์ คือ อิริยาบถ ๓ อย่างยกเว้นการเดิน
(๑๙๙) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “มีการเดินเป็นต้น” ข้อความนั้นไม่สมควร
เพราะการเคลื่อนไหวอวัยวะน้อยใหญ่ย่อมไม่มีโดยปราศจากวิญัติ การเดินจึงมีไม่ได้ด้วย