ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
หลังย่อมทำให้เกิดหน้าที่แรกได้โดยแท้ เพื่อแสดงข้อความข้างต้นนี้ พระอนุรุธราจารย์จึง
แสดงประเภทเหล่านี้ไว้
(๒๑) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “ส่วนจิตที่ก่อให้เกิดวิญญัติ ย่อมอุปถัมภ์อิริยาบถ
แน่นอน เพราะอิริยาบถไม่เกิดแยกกับวิญญัติ” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะในที่นี้
พระอนุรุธราจารย์กล่าวถึงการอุปถัมภ์อิริยาบถที่ปราศจากวิญญัติ มิได้กล่าวถึงการอุปถัมภ์
อิริยาบถที่ประกอบด้วยวิญญัติ มิฉะนั้นแล้วอัปปนาชวนจิตก็ควรก่อให้เกิดวิญญัติได้
๓๔. คำว่า โสมนสฺสชวนานิ เตฺรส (โสมนัสชวนจิต ๑๓ ดวง) คือ โสมนัสชวนจิต
๑๓ ดวงอันได้แก่ชวนจิต ๔ ดวงๆ จากโลกมูลจิต มหากุศลจิต และมหากิริยาจิต พร้อมทั้ง
หสิตุปปาทจิต
ในบรรดajit ๑๓ ดวงเหล่านี้ จิต ๘ ดวงจากกุศลจิตและอกุศลจิต ย่อมมีแก่
ปุถุชน จิต ๖ ดวงจากกุศลจิตและอกุศลจิตที่ไม่ประกอบกับทิฏฐิ มีได้แก่พระเสกขบุคคล
ส่วนจิต ๕ ดวงจากกิริยาจิต มีได้แก่พระขีณาสพ
ในคัมภีร์อรรถกถาปฏิเสธความเห็นว่า “หสิตุปปาทจิตซึ่งไม่มีหน้าที่ใคร่ครวญ
ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ดังพระพุทธดำรัสว่า
สพฺพํ กาเยวจโมกมฺมํ ญาณปุพฺพงคมํ ญาณานุปริวตฺตํ.๔๓
“กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมทั้งหมด มีญาณเป็นเบื้องหน้า คล้อยตามญาณ”
ถ้ามีความเห็นดังนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมจะไม่เกิดอเหตุกจิตดวงอื่นและ
มหากิริยาชวนจิตที่ไม่ประกอบกับญาณ ดังนั้น พระองค์จึงมีญาณเป็นเบื้องหน้า คล้อยตาม
ญาณ โดยเนื่องกับญาณที่เกิดก่อนและหลังการยิ้มที่เกิดขึ้นด้วยหสิตุปปาทจิต
๓๕. คำว่า สีตุณฺโหตฺสมญฺญาตา (ที่เรียกว่าความเย็นและความร้อน) นี้ มี
ความหมายว่า ที่มหาชนชาวโลกทั้งหมดหมายรู้กันว่า นี้เป็นความเย็น นี้เป็นความร้อน
คำว่า จิติปุปตฺตาว (เมื่อถึงฐิติขณะ) คือ เมื่อถึงความตั้งอยู่หรือฐิติขณะของตน
หมายความว่า ไม่ใช่ขณะเกิดขึ้นอยู่เหมือนจิต ข้าพเจ้าได้กล่าวเหตุไว้แล้ว