ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[อุตุ อาหาร และธรรมที่เป็นปัจฉาชาตปัจจัยอุปถัมภ์รูป มีกำลังแผ่ไปในฐิติขณะของรูปเท่านั้น ไม่มีกำลังในอุปปาทักขนะ]
(๒๒) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวข้อความที่ขึ้นต้นว่า “อุตุและโอชามีกำลังในฐิติขณะ เพราะได้รับเครื่องอุปถัมภ์คือปัจฉาชาตปัจจัยเป็นต้น ฉะนั้น พระอนุรุททาจารย์จึงกล่าวคำ เป็นต้นว่า เตโชธาตุ ฐิติปปตตา (เตโชธาตุที่ถึงฐิติขณะ) ในพากย์นั้น ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์] ได้พิจารณาคำว่า ปัจฉาชาตปัจจัย ไว้แล้ว
ถ้าการมีกำลังและการก่อให้เกิดรูปของอุตุพึงเนื่องด้วยปัจฉาชาตปัจจัย อุตุนั้นก็ ไม่ควรก่อให้เกิดรูปในฐิติขณะของปฏิสนธิจิต เพราะไม่มีปัจฉาชาตปัจจัยในขณะปฏิสนธิ ทั้งพระอนุรุททาจารย์ก็จักกล่าวต่อไปว่า “รูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานเริ่มแต่ฐิติขณะ[ของปฏิสนธิจิต]” ในประโยคข้างต้นนี้ ข้อความว่า “ฐิติขณะ” คือฐิติขณะของปฏิสนธิจิต ดังนั้น จึงควรใคร่ครวญ คำว่า “ปัจฉาชาตปัจจัย”
๓๖. คำว่า โอชาสงขาโต อาหาโร (อาหารคือโอชา) คือ อาหาร ๔ โดยจำแนก เป็นอาหารที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานเป็นต้น หรือโดยจำแนกเป็นอาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว และ ลิ้มรส และอาหารคือโอชา ๒ ที่อยู่ภายในและภายนอกร่างกาย อาหารทั้งสองประเภทได้รับ การอุปถัมภ์ด้วยการระคนกัน ย่อมก่อให้เกิดรูปได้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อชโฌหรณกาเล (ในเวลาที่กลืนกินเข้าไปข้างใน)
ในคัมภีร์อรรถกตาทั้งหมดกล่าวว่า โอชาภายนอกก่อให้เกิดรูปภายในสรีระได้ เหมือนอุตุและโอชาที่มีสมุฏฐาน ๔ ซึ่งเกิดภายในกับอุตุที่เกิดภายนอกก่อให้เกิดรูปภายใน สรีระ ดังสาธกในอรรถกถามัชฌิมนิกายว่า
กพพีการหาโร ตาว มุเข จปิตมตฺโต เอว อฏฐรูปรุปานิ สมุฏฐาเปติ. หนตวิจุณณิต์ ปน อชโฌหรียมานื เอเกก์ สิตฺถ์ อฏฐอฏฐรูปรุปานิ สมุฏฐาเปติ.๕๔
“อาหารที่ทำเป็นคำๆ เมื่อวางไว้ในปากแล้ว ย่อมก่อให้เกิด รูปกลาป ๘ แต่เมื่อ ใช้ฟันเคี้ยวละเอียดแล้วกลืนกิน ข้าวเม็ดหนึ่งๆ ย่อมก่อให้เกิดรูปกลาปเม็ดละ ๘ กลุ่ม”
ส่วนอาจารย์ธรรมบาลเถระกล่าวไว้ในมัชฌิมนิกายฎีกาว่า “อาหารที่ทำเป็นคำๆ