ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เมื่อวางไว้ในปาก คือยังมิได้เคี้ยว ย่อมก่อให้เกิดรูปภายในสรีระได้ด้วยเหตุเพียงนี้ พระ
อรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า อฏฺฐจฏฺฐรูปานิ สมุฏฐาเปตี๕๕ (ย่อมก่อให้เกิดรูปกลาป ๘) โดย
มุ่งหมายว่า “ถ้าโอชาที่เกิดภายในสรีระก่อให้เกิดรูปได้ โอชานั้นแม้จะเกิดภายนอกสรีระก็
ควรจะก่อให้เกิดรูปได้เหมือนอุตุที่เกิดภายนอกย่อมก่อให้เกิดรูปภายในกับรูปภายนอกสรีระได้
แต่โอชาภายนอกสรีระก่อให้เกิดรูปไม่ได้ โอชาดังกล่าวแม้มาถึงภายในก็ก่อให้เกิดรูปไม่
ได้ ความจริงโอชาภายใน สรีระอย่างเดียวย่อมก่อให้เกิดรูป ส่วนโอชาภายนอกสรีระเป็น
ปัจจัยอุปถัมภ์แก่โอชาภายใน สรีระเท่านั้น”
อุตุและโอชาภายในสรีระเป็นสภาพละเอียดยิ่ง เมื่อโอชาภายนอกเข้าไปถึงภายใน
ก็ระคนกับอุตุภายในและมีโอชาภายในอุปถัมภ์เป็นอย่างดี ย่อมก่อให้เกิดรูปโดยให้เพิ่มพูน
ไขมันขันและไขมันเหลวส่วนข้อความในคัมภีร์อรรถกถานั้นว่า “ในเวลากลืนกินเข้าไปภายใน”
หมายเอาเวลาที่มีกำลังยิ่ง
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า
มาตรา ปริภุตฺตาหาโรปิ ทารกสส สรีร์ ผริตฺวา รูป สมุฏฐาเปติ. สรีเร มกขิตา-
หาโรปิ รูป สมุฏฐาเปติ.๕๖
“อาหารที่มารดากลืนกินแล้วย่อมซึมซาบไปสู่สรีระของเด็กแล้ว ก่อให้เกิดรูป แม้
อาหารที่ทาไว้ในสรีระก็ก่อให้เกิดรูปได้”
ในอรรถกถามัชฌิมนิกายข้างต้นกล่าวว่า
มุเข จปิตมตฺโต เอว อฏฺฐรูปานิ สมุฏฐาเปติ.๕๗
“อาหารที่ทำเป็นคำๆ เมื่อวางไว้ในปากแล้ว ย่อมก่อให้เกิดรูปกลาป ๘”
คำว่า จานปปตุโตว (ที่ถึงฐิติขณะแล้ว) คือ ที่ถึงฐิติขณะของตน
บรรดาสมุฏฐานของรูป ๔ อุตุเป็นสภาพยิ่งใหญ่ มีกำลังมาก แผ่ซึมซาบไป
กว้างขวาง เพราะอุตุทำให้เกิดขึ้นและอาจทำลายสังขารโลกภายนอกกับโอกาสโลกทั้งหมดได้