ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ถูกรบกวนด้วยลมและสลดเป็นต้น ความเพียบพร้อมด้วยเสียงที่มีกรรมดีเป็นมูลเหตุ จึง
กล่าวว่า “มีเสียงไพเราะ” โดยนับเข้าในผลกรรม ไม่ใช่กรรมก่อให้เกิดเสียง
[จิตเป็นเหตุทำให้เกิดเสียง ไม่ใช่กรรม ถ้าไม่มีจิตที่คิดจะเปล่งเสียงก็จะพูดออกมาไม่ได้
ส่วนกุศลกรรมเป็นเหตุทำให้เสียงดีโดยก่อให้เกิดฐานและกรณ์ที่เพียบพร้อมไม่บกพร่อง]
๔๐. ถามว่า : พระพุทธองค์ตรัสว่า “อุปปาทาธวตฺตนิกา เอสนา มาณว ปฏิปทา,
ยทิทํ อวิหึสา” (ดูกรมาณพ ความไม่เบียดเบียนนี้เป็นปฏิปทา เพื่อความมีสุขภาพดี)
เหตุใดพระอนุรุทธอาจารย์จึงกล่าวว่า ลหุตาทิตฺตยํ อุตุจิตฺตตาหาเรหิ สมุโถติ (รูปทั้ง ๓ มี
ความเบาเป็นต้น ย่อมเกิดจากอุตุ จิต และอาหาร) รูปทั้ง ๓ เหล่านี้ยังเกิดจากเหตุคือ
ความมีสุขภาพดี ดังพระอรรถกถาจารย์กล่าวถึงสมุฏฐานของรูปทั้ง ๓ ว่าเป็นปัจจัยตรง
กันข้ามกับความแปรปรวนของธาตุที่กระทำความหนักเป็นต้นมิใช่หรือ
ตอบว่า : รูปที่เกิดจากกรรมมีความเบา อ่อน และเหมาะสมแก่กิริยาโดยปกติ
เหมือนน้ำมันที่หุงร้อยครั้งแล้วใส่ในน้ำ จึงไม่เปลี่ยนแปลงจากสภาพเบาเป็นต้นโดยเฉพาะ
เนื่องมีความเป็นปัจจุบันโดยระยะกาลหนึ่งในภพหนึ่ง คัมภีร์ยมกจึงแสดงกาลของรูป
ที่เกิดจากกรรมด้วยความเป็นปัจจุบันโดยระยะกาล (อัทธาปัจจุบัน) ที่กำหนดขอบเขตด้วย
การปฏิสนธิและจุติ แต่จิตมีสภาพต่างกันในขณะหลากหลายด้วยอำนาจของนิวรณ์ต่างๆ
หรือโดยเนื่องกับสุข ทุกข์ ความปิติโสมนัส ความสงบ ความเลื่อมใส และปัญญาเป็นต้น
เช่นเดียวกันนี้ ทั้งอุตุและอาหารก็ประกอบด้วยสภาพต่างกันโดยเนื่องกับความเหมาะสม
หรือความไม่เหมาะสม ด้วยเหตุนั้น รูปที่เกิดจากจิต อุตุ และอาหารทั้ง ๓ จึงประกอบด้วย
ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยจำแนกเป็นความหนักหรือความเบาเป็นต้นในช่วงขณะต่างๆ
เนื่องจากรูป ๓ อย่างมีระยะกาลเป็นสันตติปัจจุบัน (ปัจจุบันต่อเนื่อง) ดังคัมภีร์ยมกแสดง
ช่วงเวลาของรูปที่ไม่เกิดจากกรรมว่าเป็นขณะปัจจุบัน (ปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น) ในวัตติกาล
ถามว่า : พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กมุมวิปากชา อาพาธา๕ (โรคที่เกิดจากผล
กรรมมีอยู่) และเมื่อมีโรคที่เกิดจากกรรมแล้ว ความเบาเป็นต้นที่เกิดจากกรรมซึ่งทำให้